หุ้นสายการบินเอเชียดิ่งยกแผง เซ่นพิษสงครามอิหร่าน-ราคาน้ำมันพุ่ง

ข่าวต่างประเทศ Monday March 9, 2026 11:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

หุ้นกลุ่มสายการบินในตลาดเอเชียร่วงลงอย่างหนักในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (9 มี.ค.) หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับกลุ่มสายการบินที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านน่านฟ้าอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ผู้โดยสารต่างเร่งหาทางอพยพหนีภัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ผลกระทบดังกล่าวทำให้หุ้นสายการบินชั้นนำทั่วเอเชียแปซิฟิกปรับตัวลดลงระหว่าง 4% ถึงกว่า 10% ในวันนี้ นำโดยแควนตัส แอร์เวย์ส (Qantas Airways) ของออสเตรเลีย, แอร์นิวซีแลนด์ (Air New Zealand), คาเธ่ย์ แปซิฟิค (Cathay Pacific) ของฮ่องกง, เจแปนแอร์ไลน์ (JAL), โคเรียนแอร์ (Korean Air) ตลอดจนสายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง ไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ (China Southern Airlines) และ ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ (China Eastern Airlines)

ภาวะสงครามส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันทะยานขึ้นถึง 20% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานที่ตึงตัวและการหยุดชะงักของการขนส่งที่อาจยืดเยื้อ

สุภาษ เมนอน ผู้อำนวยการสมาคมสายการบินเอเชียแปซิฟิก (AAPA) กล่าวว่า "หากราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 20% ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานก็จะพุ่งสูงกว่านั้นอีกหลายเท่าเนื่องจากความขาดแคลน ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานอย่างมหาศาล ประกอบกับทรัพยากรลูกเรือที่ตึงตัวจากระยะเวลาทำการบินที่นานขึ้นเมื่อน่านฟ้าถูกปิด"

ทั้งนี้ น้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดอันดับสองของสายการบินรองจากค่าแรง โดยคิดเป็นสัดส่วน 20%-25% ของค่าใช้จ่ายรวม แม้สายการบินรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปบางแห่งจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil hedging) ไว้บ้าง แต่สายการบินในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกแนวทางปฏิบัตินี้ไปแล้วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์อิสระด้านการบินในสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินนั้นอยู่ในภาวะยากลำบากมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตแล้ว ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยเขาระบุว่าระดับความไม่แน่นอนที่สูงอยู่แล้วในตอนนั้น ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีกในขณะนี้

ด้านผู้โดยสารที่ตกค้างยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อหาทางเดินทางออกจากตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นการรีบเดินทางไปยังสนามบินในนาทีสุดท้าย การเดินทางข้ามแดนทางบกไปยังศูนย์กลางการบินที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า และในบางสถานการณ์ถึงขั้นต้องใช้เครื่องบินขับไล่บินคุ้มกันเครื่องบินโดยสารเพื่อเดินทางออกจากพื้นที่

เนื่องจากน่านฟ้าส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังคงถูกสั่งปิดจากความกังวลด้านการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ผู้คนจำนวนหนึ่งจึงต้องหันไปใช้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ในขณะที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดกำลังพยายามอย่างหนักเพื่ออพยพผู้โดยสารนับหมื่นคน

ข้อมูลจาก Cirium ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสงคราม จนถึงวันที่ 8 มี.ค. มีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปแล้วกว่า 37,000 เที่ยวบิน

สำหรับสถานการณ์ในประเทศต่าง ๆ นั้น ออสเตรเลียได้ขอให้ครอบครัวและผู้ที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่การทูตเดินทางออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากหลายเมืองในแถบอ่าวเปอร์เซียถูกอิหร่านโจมตี จนนำไปสู่การปิดสนามบินนานาชาติดูไบชั่วคราวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.) ทางด้านสนามบินนานาชาติมัสกัตในโอมานได้ขอความร่วมมือผู้ให้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่สำหรับเที่ยวบินเพิ่มเติม เพื่อให้ความสำคัญกับเที่ยวบินของรัฐบาลและเที่ยวบินพาณิชย์เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน อับดุลกอดิร อูราโลลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตุรกี เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ว่า เที่ยวบินไปยังอิรัก ซีเรีย เลบานอน และจอร์แดน โดยเตอร์กิชแอร์ไลน์ส (Turkish Airlines), เอเจ็ต (AJet), เพกาซัส (Pegasus) และซันเอ็กซ์เพรส (SunExpress) ได้ถูกยกเลิกไปจนถึงวันที่ 13 มี.ค.

ในส่วนของการอพยพ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในช่วงสุดสัปดาห์ว่าได้จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำสิบกว่าเที่ยว และอพยพชาวอเมริกันหลายพันคนออกจากตะวันออกกลางแล้วนับตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

ด้านสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ได้เร่งเพิ่มเที่ยวบินอีกหลายสิบเที่ยวไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือจนถึง 18 มี.ค. เพื่อรองรับความต้องการเที่ยวบินตรง (Non-stop) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการปิดน่านฟ้าตะวันออกกลาง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ