บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ค่ายรถหรูจากเยอรมนี รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 วันนี้ (6 พ.ค.) พบว่า กำไรก่อนหักภาษีร่วงลงอย่างหนักถึง 25% เหลือ 2.3 พันล้านยูโร (ประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดจีนและแรงกดดันจากกำแพงภาษีที่ฉุดผลการดำเนินงาน แม้ภาพรวมจะย่ำแย่แต่บริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายผลประกอบการของปี 2569 ไว้ตามเดิม
ในส่วนของกำไรก่อนหักภาษีประจำไตรมาสแรกที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.3 พันล้านยูโรนั้น แม้จะปรับตัวลดลงแต่ยังถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 2.2 พันล้านยูโร ขณะที่รายได้รวมของกลุ่มบริษัทกลับทำผลงานได้ต่ำกว่าเป้า โดยปรับตัวลดลง 8.1% ลงมาอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านยูโร
ด้านอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT Margin) ของธุรกิจยานยนต์หลักในไตรมาสแรก อยู่ที่ 5.0% ลดลงจาก 6.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังคงสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่ 4.7%
สาเหตุสำคัญที่ฉุดอัตรากำไรของธุรกิจยานยนต์ให้ลดลงถึง 1.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก มาจากผลกระทบของมาตรการภาษี ทั้งภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาษีที่สหภาพยุโรป (EU) เรียกเก็บจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแบรนด์มินิ (Mini) ของ BMW
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 BMW ยังคงยืนยันประมาณการผลการดำเนินงานเดิม โดยคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มจะลดลงเล็กน้อย และตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักไว้ในกรอบ 4% ถึง 6% หลังจากปี 2568 ทำได้ที่ 5.3%
ทั้งนี้ ประมาณการข้างต้นยังไม่ได้รวมปัจจัยเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 พ.ค.) ว่าจะปรับขึ้นภาษีเป็น 25% จากเดิม 15% นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งสมมติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง "จะไม่ลากยาว" ตามที่ระบุในแถลงการณ์ของบริษัท