เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ขายหุ้นเชฟรอน (Chevron) ออกไปราว 35% ในไตรมาส 1 ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยหนุนราคาหุ้นของเชฟรอนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมี.ค.
รายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่อ้างอิงเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล ระบุว่า การขายหุ้นดังกล่าวทำให้เบิร์กเชียร์ได้รับเงินสดประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
แม้เบิร์กเชียร์จะขายหุ้นเชฟรอนออกมากกว่า 45 ล้านหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงถือหุ้นในบริษัทอยู่ 4.2% และยังเป็นผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่อันดับ 4 ของเชฟรอน ตามข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวม
ราคาหุ้นเชฟรอนได้แรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งทางทะเล และดันราคาน้ำมันดิบโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
การขายหุ้นครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งการปรับกลยุทธ์สำคัญของเบิร์กเชียร์ในการลงทุนในเชฟรอน หลังบริษัทบริหารสถานะลงทุนดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เบิร์กเชียร์เริ่มเข้าซื้อหุ้นเชฟรอนครั้งแรกในปี 2563 ที่ราคาเฉลี่ยราว 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ก่อนจะลดสัดส่วนการถือครองบางส่วนในปีถัดมา
ต่อมาในปี 2565 บริษัทกลับมาเพิ่มการลงทุนในเชฟรอนอีกครั้งอย่างมาก ที่ระดับประมาณ 124 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หลังตลาดเผชิญปัญหาชะงักงันด้านอุปทานพลังงานทั่วโลก
ข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า การขายทำกำไรล่าสุดในไตรมาส 1 มีราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามปริมาณซื้อขายอยู่ที่ 182.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับที่สร้างผลกำไรอย่างมากให้กับเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์