เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ได้ประกาศทุ่มงบลงทุนรวม 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 2 วัน เพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัทสร้างบ้าน เทย์เลอร์ มอร์ริสัน โฮม คอร์ป (Taylor Morrison Home Corp) และร่วมลงทุนกับกูเกิล (Google) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เกร็ก เอเบล ซีอีโอคนใหม่ ได้เริ่มแสดงฝีมือและสร้างเอกลักษณ์ในการบริหาร
ทั้งนี้ แนวคิดการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไม่ใช่แนวทางหลักของเบิร์กเชียร์ จนกระทั่งในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อปี 2562 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริษัท และชาร์ลี มังเกอร์ อดีตรองประธานผู้ล่วงลับ ได้แสดงความเสียดายอย่างมากที่ไม่ได้ลงทุนในกูเกิลให้เร็วกว่านี้ โดยมังเกอร์ยอมรับตรง ๆ ว่า "พวกเราทำพลาดไปเอง" ขณะที่บัฟเฟตต์กล่าวเสริมว่า "เขาหมายความว่าพวกเราปล่อยให้โอกาสดี ๆ หลุดมือไป" เนื่องจากโมเดลรายได้โฆษณาอันทรงประสิทธิภาพของกูเกิลนั้น มีลักษณะคล้ายกับธุรกิจประกันภัยรถยนต์ไกโค (Geico) ที่สร้างกำไรให้เบิร์กเชียร์มาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 เบิร์กเชียร์เริ่มหันมาทยอยสะสมหุ้นอัลฟาเบท (Alphabet) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล จนกระทั่งในเดือนม.ค. 2569 เอเบลได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ต่อจากบัฟเฟตต์อย่างเป็นทางการ
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 ระบุว่า เบิร์กเชียร์ถือครองหุ้นอัลฟาเบทอยู่แล้วคิดเป็นมูลค่า 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าเบิร์กเชียร์ยังคงมีเงินสดสำรองสะสมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.802 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินสดก้อนมหาศาลที่จมอยู่นี้กลายเป็นปัจจัยหลักที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนมองว่าฉุดรั้งราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้ เอเบลจึงเริ่มขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) เบิร์กเชียร์ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ เทย์เลอร์ มอร์ริสัน ด้วยมูลค่า 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการขยายธุรกิจสร้างบ้านที่มีเครือข่ายครอบคลุม 12 รัฐในสหรัฐฯ ครั้งนี้ จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พอร์ตธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ของเบิร์กเชียร์ที่มีอยู่เดิม เช่น ธุรกิจบ้านสำเร็จรูปเคลย์ตัน โฮมส์ (Clayton Homes) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอย่างอิฐ สีทาบ้าน และฉนวนกันความร้อน รวมถึงธุรกิจนายหน้าซื้อขายอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ
ถัดมาเพียงวันเดียว ในวันจันทร์ (1 มิ.ย.) เบิร์กเชียร์ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ของอัลฟาเบท มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นมูลค่ารวม 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐของอัลฟาเบทเพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยี AI
การลงทุนครั้งสำคัญนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพด้าน AI ของอัลฟาเบท และส่งผลให้อัลฟาเบทขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 หุ้นสามัญที่เบิร์กเชียร์ถือครองมากที่สุด รองจากแอปเปิ้ล (Apple) ซึ่งก่อนหน้านี้ บัฟเฟตต์เคยมองว่าแอปเปิ้ลเป็นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าเทคโนโลยีด้วยซ้ำ
แม้เบิร์กเชียร์จะยืนยันว่าจะรักษาเงินสดสำรองขั้นต่ำไว้ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นักลงทุนต่างคาดหวังว่าภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ บริษัทอาจพิจารณาซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพิ่มเติม หรืออาจประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2510