บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ ได้ประกาศกำหนดราคาการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) อย่างเป็นทางการที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) เพื่อเตรียมระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การทำ IPO โดยจะส่งผลให้มูลค่ากิจการของบริษัทพุ่งไปถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสิบอันดับบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงสุดทันที
ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มกิจกรรมเดินสายนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนหรือโรดโชว์ (Roadshow) ในวันพฤหัสบดีนี้ (4 มิ.ย.) ก่อนคาดว่าจะเคาะราคาขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิ.ย. และเริ่มเปิดทำการซื้อขายหุ้นบนกระดานตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ในวันถัดไป
สำหรับข้อมูลทางการเงินในปี 2568 บริษัทสเปซเอ็กซ์มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ารายได้จะเติบโตขึ้นถึง 33% เป็น 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานในตลาดหุ้นให้เทียบเคียงได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีบริษัทด้านอวกาศที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่น้อยมาก ประกอบกับสเปซเอ็กซ์เองก็ดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมหลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ โทรคมนาคม และด้านความมั่นคง
ในช่วงก่อนหน้านี้ สเปซเอ็กซ์ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อหยั่งเสียงนักลงทุนก่อนจะถึงช่วงเดินสายโรดโชว์ โดยสเปซเอ็กซ์ระบุว่าต้องการให้ประเมินมูลค่ากิจการของบริษัทที่ประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่นักลงทุนบางส่วนมองว่ามูลค่าควรอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือต่ำกว่านั้น
ทั้งนี้ มัสก์ยังได้ฉีกตำราการทำ IPO แบบเดิม ๆ สำหรับสเปซเอ็กซ์ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้หุ้นเข้าคำนวณในดัชนีตั้งแต่เนิ่น ๆ การวางโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการเพื่อรักษาอำนาจควบคุมที่แข็งแกร่งของผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงการวางแผนเพิ่มบทบาทให้แก่นักลงทุนรายย่อยในการจัดสรรหุ้น สอดคล้องกับที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า สเปซเอ็กซ์กำลังพิจารณาจัดสรรหุ้นในสัดส่วนที่สูงถึง 30% ให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการเสนอขายแก่รายย่อยที่สูงเป็นพิเศษ โดยมีเป้าหมายเพื่อเจาะกลุ่มแฟนคลับที่ศรัทธามัสก์อย่างเหนียวแน่น และเพื่อเป็นการขยายสัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทให้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง มิซูโฮ (Mizuho), ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank), ยูบีเอส (UBS) และบาร์เคลย์ส (Barclays) ยังได้รับการร้องขอให้มุ่งเน้นไปที่การจัดหาผู้ซื้อที่เป็นกลุ่มลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงในประเทศของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจนักลงทุนรายย่อย แต่จะไปมุ่งเน้นการแสวงหาข้อคิดเห็นจากบริษัทจัดการลงทุนรายใหญ่อย่าง ฟิเดลิตี้ อินเวสต์เมนท์ (Fidelity Investments) และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทรงอิทธิพลอย่าง ซิทาเดล (Citadel)