นักลงทุนทั่วโลกกำลังลดความเชื่อมั่นต่ออินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว หลังตลาดหุ้นร่วงลงหนักที่สุดในโลกในปี 2569 ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของประเทศ
เพียง 5 เดือนหลังจากดัชนี Jakarta Composite Index ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงแล้ว 36% กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดในบรรดาดัชนีกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กติดตาม ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากกว่า 7% และนักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรอินโดนีเซียออกไปคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนคือแนวนโยบายที่มีลักษณะประชานิยมและการแทรกแซงเศรษฐกิจมากขึ้นของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องในประเทศที่เคยได้รับการมองว่าเป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. 2567 ปราโบโวได้ประกาศเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 8% ต่อปี เปิดตัวโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ ขยายบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติดานันทารา (Danantara) ขณะที่มาตรการล่าสุดในการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญโดยตรงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ได้จุดชนวนแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอย่างหนัก
จอร์จ บูบูราส หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K2 Asset Management กล่าวว่า กระแสการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชียขณะนี้คือการขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยเขาได้ถอนการลงทุนทั้งหมดออกจากประเทศตั้งแต่ปี 2567 หลังจากลงทุนมานานหลายทศวรรษ
นักลงทุนจำนวนมากมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2568 เมื่อศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเธอถูกมองว่าเป็นผู้รักษาวินัยทางการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะยังคงบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนและดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างชาติ
ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าวินัยทางการคลังดังกล่าวยังคงได้รับการรักษาไว้หรือไม่ โดยถัง ยวี่ซวน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนประจำภูมิภาคเอเชียของ เจ.พี. มอร์แกน ไพรเวต แบงก์ (J.P. Morgan Private Bank) ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเป็นความเสี่ยงตามแบบฉบับของตลาดเกิดใหม่ และมักทำให้นักลงทุนทั่วโลกชะลอการลงทุนจนกว่าจะมองเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น
ค่าเงินรูเปียห์กลายเป็นตัวสะท้อนความกังวลของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยอ่อนค่าลงราว 14% นับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง และเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียในปี 2569 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ค่าเงินรูเปียห์ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ตลาดออปชันบ่งชี้ว่ายังมีโอกาสอ่อนค่าต่อไป โดยนักลงทุนให้น้ำหนักราว 45% ที่ค่าเงินจะอ่อนค่าถึง 19,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายในเดือนธ.ค. และมีโอกาส 27% ที่จะอ่อนค่าถึง 20,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายใน 1 ปีข้างหน้า
แกรี ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของออลสปริง โกลบอล อินเวสต์เมนต์ส (Allspring Global Investments) ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า มุมมองเชิงลบต่อค่าเงินรูเปียห์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาคและความน่าเชื่อถือของนโยบาย โดยเฉพาะด้านการคลัง
แรงกดดันยังลุกลามไปยังตลาดพันธบัตร โดยนักลงทุนต่างชาติได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลง 8.6 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือราว 9% นับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนที่ถือครองพันธบัตรในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐติดลบมากกว่า 8% ในปี 2569 เทียบกับผลตอบแทนบวก 1.6% ของตลาดตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะเข้าแทรกแซงตลาดหลายครั้งก็ตาม
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือการที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียถือครองพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 27% ของพันธบัตรทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ราจีฟ เด เมลโล ผู้จัดการพอร์ตของ GAMA Asset Management มองว่า การเข้าซื้อพันธบัตรที่เริ่มต้นจากการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อาจกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)
ความกังวลยังขยายไปถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยอินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนจากสถาบันจัดอันดับหลักในช่วงปี 2555-2560 หลังจากยกระดับวินัยทางการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันนักลงทุนบางส่วนกังวลว่าความสำเร็จดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน หากความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายอ่อนแอลง
ชาไมลา ข่าน หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และเอเชียแปซิฟิกของยูบีเอส แอสเซท แมเนจเมนต์ (UBS Asset Management) ระบุว่า การได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนเป็นเรื่องยาก แต่สามารถสูญเสียได้ง่าย พร้อมเรียกร้องให้อินโดนีเซียรักษานโยบายที่เคยสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศไว้ต่อไป
ในช่วงต้นปี 2569 นักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลัง MSCI ส่งสัญญาณว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากดัชนีของ MSCI มีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก
แม้ประเด็นที่ MSCI หยิบยกขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนยุคของปราโบโว แต่มาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลและปรับปรุงกฎเกี่ยวกับสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงขายได้ อานา อิซาเบล กอนซาเลซ เอนซินาส ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Farringdon Asset Management ซึ่งเริ่มขายหุ้นอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2568 ระบุว่า เธอยังไม่มั่นใจว่ามาตรการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นจะมีความโปร่งใสเพียงพอในการแก้ไขปัญหาหลักได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของปราโบโวยังคงยืนยันว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า และใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยปราโบโวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อเดือนมี.ค.ว่า ตลาดยังไม่เข้าใจแนวทางของเขา และทุกนโยบายที่ดำเนินการล้วนมุ่งประโยชน์ต่อประชาชนอินโดนีเซีย
นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแล้ว นักลงทุนยังวิตกต่อความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายจริง ทั้งแผนควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ การใช้จ่ายภาครัฐ และการปราบปรามการทุจริต ซึ่งยังมีรายละเอียดหลายด้านที่ไม่ชัดเจน โมฮิต มีร์ปูรี หุ้นส่วนของ SGMC Capital ระบุว่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้ตลาดไม่ใช่แนวคิดของนโยบาย แต่เป็นความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังมีทางเลือกอื่นในการลงทุน ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI, อินเดียที่ยังดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากแนวโน้มการเติบโตและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงบราซิลที่ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานที่สูงขึ้น
แม็กซองซ์ วีโซ ผู้ก่อตั้ง Arkevium Capital กล่าวว่า บริษัทมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียต่ำกว่าตลาด และนักลงทุนจำนวนมากกำลังลดการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าปัญหาภายในประเทศเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่สงครามอิหร่านเป็นเพียงตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
แม้บรรยากาศการลงทุนจะเผชิญแรงกดดัน แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าแนวโน้มระยะยาวของอินโดนีเซียเสียหายอย่างถาวร เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตมากกว่า 5% หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประเทศยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีประชากรราว 280 ล้านคนที่ยังอายุน้อย เพิ่มจำนวนต่อเนื่อง และมีกำลังซื้อสูงขึ้น
สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านวินัยทางการคลังที่น่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และความโปร่งใสที่มากขึ้นเกี่ยวกับกองทุน Danantara รวมถึงบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ
นักลงทุนมองว่า ความสามารถของอินโดนีเซียในการสร้างความชัดเจนและคาดการณ์ทิศทางนโยบายได้อีกครั้ง จะเป็นตัวกำหนดว่า เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาได้เร็วเพียงใด และแม้รัฐบาลของปราโบโวจะมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่ท้ายที่สุดยังต้องได้รับการสนับสนุนจากตลาดการเงิน
บูบูราสระบุว่า อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาพันธมิตรสำคัญอย่างผู้ถือครองพันธบัตร และตราบใดที่ความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา กระแสการขายสินทรัพย์อินโดนีเซียก็น่าจะดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า