บิตคอยน์ร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) จนลบล้างที่เคยปรับตัวขึ้นมาทั้งหมดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนพ.ย. 2567 และแรงขายยังคงกดดันบิตคอยน์ต่อเนื่องจนถึงวันพุธ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ร่วงลงไปต่ำกว่าระดับ 72,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสั้น ๆ
ทั้งนี้ บิตคอยน์ร่วงถึง 5% ในวันพุธ ลงไปอยู่ที่ 71,913.4 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพ.ย. 2567 ขณะเดียวกัน ราคายังปรับตัวลงต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ประเมินไว้สำหรับการเข้าลงทุนในกองทุน ETF สปอตของสหรัฐฯ ที่ราว 81,600 ดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเข้าใกล้ระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
การปรับฐานดังกล่าวทำให้บิตคอยน์ร่วงลงแล้วราว 42% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 126,000 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนต.ค. 2567 และสะท้อนการเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างชัดเจน หลังจากราคาปรับตัวลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ทำสถิติสูงสุด
อเล็กซ์ ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Citi Research กล่าวว่า การบังคับปิดสถานะซื้อ ประกอบกับความอ่อนไหวของบิตคอยน์ต่อแรงกดดันจากการปรับฐานของตลาดหุ้นและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้สร้างแรงถ่วงต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงที่ผ่านมา
ซอนเดอร์สยังชี้ว่า นับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ปีที่แล้ว กระแสเงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF สปอตในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินใหม่ที่สำคัญของตลาด ได้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ความต้องการที่หดหายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับที่นักลงทุนระยะยาวเริ่มกังวลต่อความอ่อนแอตามวัฏจักรของบิตคอยน์
ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในปี 2568 จากความคาดหวังด้านกฎระเบียบที่เอื้อมากขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ รวมถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF สปอต และการยอมรับที่เพิ่มขึ้นจากสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป โดยแรงกดดันจากการปรับฐานทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2569