ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (13 ก.พ.) หลังการเปิดเผยข้อมูลบ่งชี้ว่า เงินเฟ้อเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าคาด ซึ่งสะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในระยะใกล้
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.01% แตะที่ 96.922
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน โดยอยู่ที่ 152.78 เยนในวันศุกร์ (13 ก.พ.) ลดลงจาก 152.94 เยนในวันพฤหัสบดี (12 ก.พ.), ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7679 ฟรังก์สวิส จาก 0.7697 ฟรังก์สวิส และทรงตัวที่ระดับ 1.3611 ดอลลาร์แคนาดา
ส่วนเงินยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1872 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.1866 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษปรับขึ้นสู่ระดับ 1.365 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.3623 ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับขึ้น 0.2% ในเดือนที่แล้ว ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 0.3%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การปรับตัวของดอลลาร์สะท้อนการวางสถานะของตลาด ขณะรอสัญญาณใหม่จากธนาคารกลางเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ข้อมูลบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มมีเสถียรภาพ โดยอัตราว่างงานลดลงท่ามกลางการจ้างงานที่แข็งแกร่งในเดือนม.ค. และจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายใหม่ลดลงน้อยกว่าที่คาด ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ปฏิกิริยาของตลาดต่อข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างจำกัด และการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุในบันทึกถึงนักลงทุนว่า การอ่อนค่าของดอลลาร์ส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของนโยบายสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. การเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เมื่อไม่นานมานี้ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดความโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดอื่น และปัจจัยเฉพาะตัวในเอเชีย โดยเฉพาะเงินหยวนจีนที่แข็งค่าต่อเนื่อง
ด้านเงินเยน เป็นสกุลเงินที่โดดเด่นที่สุดในตลาดปริวรรตเงินตราสัปดาห์นี้ หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับฐานะการคลังของรัฐบาล
เงินเยนแข็งค่าราว 3% ในรอบสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2567