ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (20 ก.พ.) หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอ้างอิงกฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.13% แตะระดับ 97.796
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแตะระดับ 155.02 เยนในวันศุกร์ จาก 155.09 เยนในวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7754 ฟรังก์สวิส จาก 0.7759 ฟรังก์สวิส และอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3686 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.3706 ดอลลาร์แคนาดา
ส่วนยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.178 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.1763 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.3491 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 1.3451 ดอลลาร์สหรัฐ
ผู้พิพากษาศาลฎีกามีมติ 6 ต่อ 3 เสียง โดยคำวินิจฉัยเขียนโดยจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลสายอนุรักษนิยม ซึ่งยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การที่ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันใช้อำนาจตามกฎหมายปี 1977 ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ในช่วงแรกดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดอย่างมาก
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวในอัตรา 1.4% ต่อปีในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3% อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวได้รับผลกระทบในทางลบจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาล
ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลว่า เขาจะลงนามคำสั่งเพื่อกำหนดภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และจะเริ่มดำเนินการสอบสวนอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า การประเมินของกระทรวงแสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 122 ร่วมกับการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรา 232 และมาตรา 301 อาจทำให้รายได้จากภาษีในปี 2569 แทบไม่เปลี่ยนแปลง
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.3%
เมื่อเทียบรายปี ดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้น 3% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนพ.ย.
คำวินิจฉัยของศาลยังไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลจะต้องคืนเงินภาษีที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งทรัมป์ระบุว่า ประเด็นนี้อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่ใหญ่ที่สุดคือ ศาลจะพิจารณาเรื่องการคืนเงินหรือไม่ ซึ่งศาลไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลย นั่นจะเป็นศึกใหญ่ครั้งต่อไป โดยขณะนี้มีหลายบริษัทที่กำลังเตรียมดำเนินการทางกฎหมายแล้ว
นักวิเคราะห์ของ Wells Fargo ระบุในบันทึกว่า คำตัดสินดังกล่าวเป็นปัจจัยลบเล็กน้อยต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่อาจยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนภาพพื้นฐานที่ยังสนับสนุนมุมมองการถือสถานะซื้อดอลลาร์ในเชิงกลยุทธ์
ข้อมูลเศรษฐกิจในวันศุกร์และคำตัดสินเรื่องภาษีได้บั่นทอนความคาดหวังของตลาดเล็กน้อยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้
ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้เกิน 50% ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยนั้น ลดลงมาอยู่ที่ 53.8% จาก 58.6% ในวันก่อนหน้า ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME
ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ส่วนหนึ่งจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เขากำลังพิจารณาปฏิบัติการโจมตีทางทหารแบบจำกัดวงต่ออิหร่าน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า คาดว่าจะจัดทำร่างข้อเสนอใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังการเจรจานิวเคลียร์ในสัปดาห์นี้