ดอลลาร์แข็งค่าเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบ 2 เดือน ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ณ เวลา 22.31 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.46% สู่ระดับ 99.273 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.38% สู่ระดับ 1.162 เทียบยูโร และดีดตัว 0.20% สู่ระดับ 158.67 เยน
นอกจากนี้ การปรับตัวของดอลลาร์สอดคล้องกับการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก พุ่งแตะระดับ 4.581% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด
การแข็งค่าของดอลลาร์ติดต่อกัน 5 วัน ถือเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ขณะที่ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นราว 1.5% ในสัปดาห์นี้
สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่สูงเกินคาดในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
นอกจากนี้ สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2565 โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเกือบ 3% สู่ระดับ 109 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของการขนส่งอุปทานน้ำมัน
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนัก 40% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธ.ค.
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ แทนนายเจอโรม พาวเวล ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันนี้