สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก โดยมองว่านโยบายการเงินในปัจจุบันยังคงตึงตัวและเป็นแรงฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
มิแรนกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business เมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันมีลักษณะจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงรวมมากกว่า 1.00% มีความเหมาะสมในปีนี้ ทั้งนี้ วาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดของเขาจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ม.ค. นี้
มิแรนประเมินว่า เงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ อยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟดแล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้ อย่างไรก็ดี หากเฟดไม่ปรับลดต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้น อาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวสะดุดลง
การปฏิบัติหน้าที่ของมิแรนในเฟดนั้นเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากเขาอยู่ระหว่างลาจากตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งที่ผ่านมาได้กดดันเฟดให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงรวม 0.75% รวมถึงการปรับลด 0.25% ในเดือนธ.ค. ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50%3.75%
อย่างไรก็ดี มิแรนลงมติคัดค้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยเห็นว่าควรปรับลด 0.50% แทน พร้อมให้เหตุผลตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่งในเฟดว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านการย้ายถิ่นฐาน อันเป็นผลจากมาตรการเข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์ จะช่วยกดดันเงินเฟ้อให้ลดลงในระยะต่อไป และเฟดควรเร่งดำเนินนโยบายล่วงหน้าด้วยการปรับลดดอกเบี้ย
ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ในปัจจุบันคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ โดย แอนนา พอลสัน ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินที่มีสิทธิลงคะแนนในปีนี้ ระบุเมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) ว่า อาจมีความเหมาะสมในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมเล็กน้อยในปีนี้ หากภาวะเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาด
นอกจากนี้ มิแรนยังระบุว่า เขาไม่มองว่าตัวเองเป็นผู้มีโอกาสรับตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป หลังวาระของเจอโรม พาวเวลจะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. โดยย้ำว่า เขาไม่ได้เสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว และเชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมหลายรายอยู่แล้ว