ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนัก 52% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าระดับ 50%
ทั้งนี้ ก่อนการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
การทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านได้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และจุดทะทุความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความวิตกว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวขึ้นในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ทะลุระดับ 97 ดอลลาร์ หลังมีรายงานว่า เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของจีน 2 ลำถูกกองทัพอิหร่านขัดขวางไม่ให้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งบ่งชี้ว่าอิหร่านยังคงปิดกั้นการสัญจรของเรือสินค้าผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าว
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อวันพุธว่า ดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2565 ขณะที่ดัชนีราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2565
ขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐในปีนี้ โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 4.2% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ และสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ที่ระดับ 2.7%
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทได้ปรับเพิ่มโอกาสที่สหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
มูดี้ส์ อะนาลิติกส์มองว่าโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่ใกล้ระดับ 50% ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 30% ส่วนบริษัท EY Parthenon และ Wilmington Trust ประเมินโอกาสไว้ที่ 40% หรือมากกว่า
ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่ทั้งเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงและเศรษฐกิจจะชะลอตัว ทำให้เป้าหมาย 2 ประการของเฟด ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการจ้างงานเต็มศักยภาพ เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น
นายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป
นอกจากนี้ นายบาร์กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด และยังมีความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง
'เรายังคงต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ' นายบาร์กล่าว และเสริมว่า แม้เขามีความหวังว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวลงในปีนี้ แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจเผชิญความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและต้นทุนสินค้าสำหรับผู้บริโภค
'ผมต้องการเห็นหลักฐานว่าเงินเฟ้อในราคาสินค้าและบริการกำลังชะลอตัวลงอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ภายใต้เงื่อนไขที่ตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ' เขากล่าว
ทั้งนี้ เฟดได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.5-3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้
อย่างไรก็ดี จากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี