ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีในสัปดาห์หน้า พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป แม้ผู้ว่าการธนาคารจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมก็ตาม โดย BOJ ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้ BOJ ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับธนาคารกลางรายใหญ่หลายแห่งที่เริ่มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดี (11 มิ.ย.)
คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ อยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 2 สัปดาห์จากภาวะถุงน้ำดีตับติดเชื้อ และจะพลาดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน 2 วันซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 16 มิ.ย.
เรียวโซ ฮิมิโนะ รองผู้ว่าการ BOJ จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมนโยบายวันที่ 15-16 มิ.ย. นี้แทน ขณะที่ชินอิจิ อุจิดะ รองผู้ว่าการอีกคน จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชน
อย่างไรก็ดี แม้อุเอดะจะไม่เข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง แต่จะส่งความเห็นต่อคณะกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีส่วนร่วมในการลงมติตัดสินนโยบายการเงินครั้งนี้
คณะกรรมการที่เหลืออีก 8 คน ซึ่งหลายรายเคยเตือนถึงแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% จาก 0.75% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Mizuho Research Institute ระบุว่า การที่อุเอดะไม่เข้าร่วมประชุมจะไม่กระทบต่อทิศทางของ BOJ เนื่องจากธนาคารยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงด้านการเติบโตจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2568 และสะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของ BOJ จากนโยบายผ่อนคลายรุนแรงในอดีต ไปสู่บทบาทธนาคารกลางที่มุ่งควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น
แม้ว่าตลาดจะสะท้อนความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไปแล้วในระดับราคา แต่ความสนใจเริ่มหันไปที่จังหวะและความเร็วของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ด้านผลสำรวจของรอยเตอร์ระบุว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ในไตรมาส 4 หลังจากปรับขึ้นสู่ระดับ 1% ในเดือนมิ.ย.