ผลสำรวจล่าสุดจากภาคเอกชนเปิดเผยในวันนี้ (5 ม.ค.) ว่า ภาคการผลิตของญี่ปุ่นเริ่มทรงตัวในเดือนธ.ค. หลังยอดสั่งซื้อลดลงในอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นับเป็นการสิ้นสุดภาวะหดตัวที่ดำเนินติดต่อกันมานานถึง 5 เดือน
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นจาก S&P Global ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.0 ในเดือนธ.ค. จาก 48.7 ในเดือนพ.ย. ซึ่งตัวเลข 50.0 ถือเป็นระดับทรงตัว
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
แม้ภาพรวมความต้องการสินค้าจะยังซบเซา แต่ผลสำรวจระบุว่า ยอดสั่งซื้อใหม่ในเดือนธ.ค. ลดลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2567 ขณะที่บางบริษัทมียอดขายดีขึ้นโดยได้อานิสงส์จากโครงการใหม่ ๆ และการใช้จ่ายของลูกค้าที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13
เมื่อแยกตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทุน (Investment Goods) เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ผู้ผลิตสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) ยังคงเผชิญกับสภาวะที่อ่อนแอ
ในด้านการส่งออก ยอดสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศในเดือนธ.ค. ลดลงเล็กน้อยจากเดือนพ.ย. โดยมีปัจจัยลบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวในเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
สำหรับแนวโน้มในอีก 12 เดือนข้างหน้า แม้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะแผ่วลงบ้างเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ น่าจะเป็นแรงส่งสำคัญให้ภาคการผลิตในปี 2569 นี้
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังกังวลถึงปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา สังคมผู้สูงอายุ และต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปัจจัยการผลิตที่เร่งตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. จากทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าขนส่ง ประกอบกับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนธ.ค. ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง