ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ Beige Book ในวันพุธ (14 ม.ค.) โดยระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ กระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจนถึงปานกลาง นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ย. 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการรายงาน 3 ครั้งหลังสุดที่เขตส่วนใหญ่รายงานว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
การประเมินภาวะเศรษฐกิจของเฟดในช่วงเวลาดังกล่าวมีขึ้นหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ปิดหน่วยงานของรัฐบาล หรือชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ได้ไม่นาน
รายงาน Beige Book ระบุว่า การจ้างงานส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใน 8 เขต จากทั้งหมด 12 เขตภูมิภาคของเฟด ขณะที่ค่าจ้างมีการขยายตัวในระดับปานกลาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสำรวจหลายรายรายงานว่า การเติบโตของค่าจ้างได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว
ขณะเดียวกัน เขตส่วนใหญ่รายงานว่าราคาสินค้าปรับตัวขึ้นในอัตรา "ปานกลาง" อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหลายรายที่เดิมเคยแบกรับต้นทุนที่เกิดจากภาษีศุลกากรไว้นั้น เริ่มส่งผ่านต้นทุนเหล่านั้นไปยังลูกค้า เนื่องจากสต็อกสินค้าเดิมก่อนการเก็บภาษีเริ่มหมดลง และเนื่องจากความกดดันในการรักษาผลกำไรเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น
เฟดสาขาริชมอนด์เป็นผู้รวบรวมรายงาน Beige Book ฉบับล่าสุดนี้ ซึ่งใช้ข้อมูลที่รวบรวม ณ วันที่หรือก่อนวันที่ 5 ม.ค. โดยรายงานประกอบด้วยการแสดงความเห็นและการรายงานจากผู้นำทางธุรกิจและผู้ประกอบการในแต่ละเขตของเฟด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เฟดจะจัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 27-28 ม.ค. เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
รายงาน Beige Book ฉบับล่าสุดนี้ สอดคล้องกับมุมมองของเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดหลายรายที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ตลาดแรงงานชะลอตัวลงเป็นวงกว้าง แต่ก็ยังคงมีเสถียรภาพ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่บางรายได้สนับสนุนให้เฟดใช้ความระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยอ้างถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด และความเป็นไปได้ที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นจากนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ทั้งนี้ หลังจากคณะกรรมการเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 3 ครั้งในปี 2568 นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่มีการลดดอกเบี้ยอีกจนกว่าจะถึงเดือนมิ.ย.ปีนี้