สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยวันนี้ (15 ม.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีขยายตัวตามคาดที่ 0.2% ในปี 2568 หลังจากหดตัวติดต่อกันสองปี ส่วนในไตรมาสที่ 4/2568 เศรษฐกิจก็ขยายตัวในอัตราเดียวกัน
การเติบโตในปีที่ผ่านมาได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่การลงทุนลดลงและภาคการค้ากลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป ต้องเผชิญมรสุมหลายด้าน ทั้งวิกฤตพลังงาน การเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำกัด และผลกระทบต่อการค้าโลกจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนซัดกระหน่ำใส่หัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีอย่างหนัก
แม้จะมีมุมมองเชิงบวกว่า แผนการของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ที่จะอัดฉีดงบหลายร้อยล้านยูโรเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวได้ แต่หลายฝ่ายยังคงกังขาว่าการฟื้นตัวครั้งนี้จะยั่งยืนเพียงใด
ข้อมูลในวันนี้ชี้ว่า ภาวะซบเซาในภาคการผลิตของเยอรมนียืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 ในปี 2568 โดยผลผลิตหดตัว 1.3% ส่วนภาคก่อสร้างยิ่งย่ำแย่กว่าโดยลดลงถึง 3.6% ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานที่เคยเติบโตต่อเนื่องมาหลายปีก็เริ่มสะดุด เมื่อตำแหน่งงานในโรงงานลดฮวบอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับปีต่อ ๆ ไป นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะช่วยดันการเติบโตให้เกิน 1% แต่ย้ำว่าลำพังการใช้จ่ายภาครัฐไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่อหนุนอุปสงค์ควบคู่กันไปด้วย
นายกฯ แมร์ซตระหนักถึงความท้าทายนี้ดีและรับปากว่าจะยกเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ในจดหมายถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคร่วมรัฐบาล เขาระบุว่าบางภาคส่วนกำลังอยู่ในภาวะ "วิกฤตอย่างยิ่ง"
หลังจากนั้นไม่กี่วัน โฟล์คสวาเก้น (Volkswagen) และบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) รายงานยอดขายที่ร่วงหนักในสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันจากค่ายรถเอเชียอย่าง BYD ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยยอดส่งออกไปสหรัฐฯ ดิ่งลงเกือบ 8% โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนยอดขายไปจีนยิ่งทรุดหนักกว่านั้น
สำนักงานสถิติฯ ระบุว่า ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าจีนกำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อสินค้าอุตสาหกรรมเยอรมัน มาเป็นคู่แข่งของอุตสาหกรรมเยอรมันมากขึ้นเรื่อย ๆ