เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (23 ม.ค.) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของอินเดียจาก HSBC พุ่งขึ้นสู่ระดับ 59.5 ในเดือนม.ค. จากระดับ 57.8 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน โดยดัชนีล่าสุดยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 58.0
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
การเติบโตที่เร่งตัวขึ้นได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอุปสงค์ที่สำคัญ โดยยอดขายปรับตัวดีขึ้นทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งภาคการผลิตมีการขยายตัวเร็วกว่าเล็กน้อย
นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าส่งออกใหม่ยังขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 4 เดือน แม้ว่าในปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ จะประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียในอัตรา 50% ก็ตาม ขณะที่ปัจจุบันผู้นำอินเดียและสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้าอีกครั้ง หลังจากการเจรจาล้มเหลวไปเมื่อปีที่ผ่านมา
สำหรับรายละเอียดรายภาคธุรกิจ ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนม.ค. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.8 ในเดือนม.ค. จากระดับ 55.0 ในเดือนธ.ค. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. ปีที่แล้ว
ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นขยับขึ้นสู่ระดับ 59.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 58.0 ในเดือนธ.ค.
สภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งส่งผลให้ภาคธุรกิจกลับมาจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่การจ้างงานชะลอตัวลงในเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อด้านต้นทุนเร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน โดยภาคบริการเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่ชัดเจนกว่าภาคการผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค และทำให้อัตราเงินเฟ้อของราคาผลผลิตแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน
อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนม.ค. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน สะท้อนถึงพื้นฐานเศรษฐกิจของอินเดียที่ยังคงแข็งแกร่ง ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงงบประมาณประจำปีในวันที่ 1 ก.พ. นี้ ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การปรับฐานะทางการคลังให้มั่นคง