ผลสำรวจของเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) ที่เผยแพร่ในวันนี้ (4 ก.พ.) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของอินเดียจาก HSBC ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 58.5 ในเดือนม.ค. จากระดับ 58.0 ในเดือนธ.ค. โดยนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 54 ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2548 แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่าประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 59.3 ก็ตาม
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเร่งตัวของยอดคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งขยายตัวในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. โดยได้รับแรงกระตุ้นจากการทำตลาดเชิงรุกและการขยายช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ คำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย กาตาร์ ศรีลังกา และเวียดนาม ยังเติบโตสูงสุดในรอบ 3 เดือน
ทั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวด้านการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยอินเดียได้ลงนามข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียจาก 50% เหลือ 18% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 ก.พ.) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านการจ้างงานยังคงซบเซา แม้กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยหลังจากที่หดตัวลงในเดือนธ.ค. แต่ดัชนีด้านการจ้างงานยังคงอยู่เหนือระดับ 50 เพียงเล็กน้อย สะท้อนภาวะตลาดแรงงานที่ค่อนข้างทรงตัว
ในด้านระดับราคานั้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยต้นทุนปัจจัยการผลิต ทั้งในส่วนของอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และกระดาษ พุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. ส่งผลให้ผู้ให้บริการบางส่วนจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบริการสูงสุดในรอบ 3 เดือนเพื่อผลักภาระต้นทุน
สำหรับแนวโน้มในอนาคต ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจในปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้นและการขยายฐานลูกค้าใหม่
ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของอินเดีย ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนม.ค. จากระดับ 57.8 ในเดือนก่อนหน้า