กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า การใช้จ่ายด้านทุน (Capital Spending) ของบริษัทญี่ปุ่นในไตรมาสเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 โดยได้แรงขับเคลื่อนจากความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งในโครงการพัฒนาเมืองต่างๆ
การลงทุนจากภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 15.39 ล้านล้านเยน (9.79 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยภาคสารสนเทศและการสื่อสารมีส่วนสำคัญในการผลักดันตัวเลขดังกล่าว ท่ามกลางความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 กำไรก่อนหักภาษีเติบโตขึ้น 4.7% สู่ระดับ 30.03 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ยอดขายขยับขึ้น 0.7% อยู่ที่ 400.65 ล้านล้านเยน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 19 ไตรมาส
เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระบุว่า ทั้งยอดการใช้จ่ายด้านทุน กำไรก่อนหักภาษี และยอดขาย ต่างพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงไตรมาสเดือนตุลาคม-ธันวาคม โดยผลลัพธ์นี้ "ช่วยสนับสนุนการประเมินของรัฐบาลที่ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าหลังจากนี้ยังคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด"
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ข้อมูลล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้ปรับปรุงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเศรษฐกิจขยายตัวที่ 0.2% ต่อปี นับเป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบสองไตรมาส โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีมีกำหนดประกาศตัวเลข GDP ที่มีการปรับทบทวนในวันอังคารหน้า
ทางด้าน ทาคาฟูมิ ฟูจิตะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเมจิ ยาสุดะ ให้ความเห็นว่า ตัวเลข GDP มีแนวโน้มจะถูกปรับเพิ่มขึ้น "ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการผลิตมีการลงทุนที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน" ซึ่งรวมถึงการลงทุนในระบบอัตโนมัติในโรงงานและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเสริมว่าผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อภาคการผลิตดูเหมือนจะเริ่มเบาบางลง
ขณะที่กำไรก่อนหักภาษีในภาคอุปกรณ์ขนส่งลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงระบุว่าอัตราการลดลงดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ๆ