กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ (18 มี.ค.) ว่า ยอดส่งออกเดือนก.พ.ของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 4.2% แตะระดับ 9.57 ล้านล้านเยน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเดือนที่ 6 และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจเพิ่มขึ้น 1.6%
ส่วนยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% แตะที่ระดับ 9.51 ล้านล้านเยน เมื่อเทียบรายปี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ อย่างไรก็ดี ยอดนำเข้าเดือนก.พ.อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจเพิ่มขึ้น 11.5%
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าในเดือนก.พ.อยู่ที่ 5.73 หมื่นล้านเยน (361 ล้านดอลลาร์) ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นการเกินดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 2 เดือน โดยได้ปัจจัยหนุนจากการส่งออกชิปไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเพิ่มขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการค้าของญี่ปุ่น ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา
รายงานของกระทรวงยังระบุว่า การส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ร่วงลง 10.9% ในเดือนก.พ. ขณะที่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง 8% ส่วนมูลค่ารวมของการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกรายการใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวลง 14.8%
อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ ดีดตัวขึ้น โดยการส่งออกไปยังฮ่องกงพุ่งขึ้นถึง 32.3% ในเดือนก.พ.
ขณะที่การส่งออกไปยัง 11 ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 5.1% โดยมูลค่ารวมของสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มนี้แซงหน้าจีน ส่งผลให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นในเดือนก.พ.
ส่วนการส่งออกไปยังยุโรปตะวันตกเพิ่มขึ้น 17.5% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกไปยังเยอรมนีและสหราชอาณาจักรที่เพิ่มขึ้น 10.9% และ 18.9% ตามลำดับ
ข้อมูลการส่งออกนี้ มีขึ้นก่อนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประชุมนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) และก่อนที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นจะพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในวันเดียวกัน ตามเวลาในสหรัฐฯ