ยอดการส่งออกของเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนเม.ย. โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวแข็งแกร่ง
กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ เปิดเผยในวันนี้ (1 พ.ค.) ว่า ยอดการส่งออกซึ่งถือเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่ง ทะยานขึ้นถึง 48.0% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 8.589 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย. หลังจากที่เพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 8.66 หมื่นล้านดอลลาร์
สำหรับตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.นี้ ถือเป็นยอดส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่ยอดส่งออกเฉลี่ยต่อวันพุ่งขึ้น 48.0% มาอยู่ที่ 3.58 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ตัวเลขเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าระดับ 3 พันล้านดอลลาร์
ด้านการนำเข้าในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 16.7% อยู่ที่ 6.211 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้า 2.377 หมื่นล้านดอลลาร์
จากการตรวจสอบสินค้าส่งออกหลัก 15 รายการ พบว่ามีสินค้า 8 ประเภทที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่ยอดส่งออกพุ่งสูงถึง 173.5% คิดเป็นมูลค่า 3.19 หมื่นล้านดอลลาร์ เกินระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากความต้องการเซิร์ฟเวอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาชิปหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ยอดส่งออกโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 11.6% สู่ระดับ 1.62 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ ยอดส่งออกคอมพิวเตอร์กระโดดขึ้นถึง 515.8% เป็นมูลค่า 4.08 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้มีความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ Solid State Drives (SSDs) เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
การส่งออกเรือพุ่งขึ้น 43.8% สู่ระดับ 2.89 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ยอดส่งออกยานยนต์ลดลง 5.5% มาอยู่ที่ 6.17 พันล้านดอลลาร์ อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ยอดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง 6.0% มาอยู่ที่ 1.90 พันล้านดอลลาร์
ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้น 39.9% เป็น 5.11 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น ส่วนการส่งออกปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 7.8% เป็น 4.09 พันล้านดอลลาร์ ตามราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 105.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 55.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค ยอดส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เติบโต 54.0% มาอยู่ที่ 1.633 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยความต้องการชิปช่วยชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษี
ยอดส่งออกไปตลาดอาเซียน พุ่งขึ้น 64.0% เป็น 1.541 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดส่งออกไปสหภาพยุโรป (EU) ขยายตัว
8.5% เป็น 7.19 พันล้านดอลลาร์การส่งออกไปญี่ปุ่นพุ่ง 28.4% แตะ 2.96 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกไปลาตินอเมริกาและอินเดีย ขยายตัวในอัตราเลขสองหลักแตะ 2.85 พันล้านดอลลาร์ และ 2.42 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ในส่วนของการนำเข้า ยอดการนำเข้าพลังงานหลัก 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เพิ่มขึ้น 7.5% เป็น 1.061 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานพุ่งขึ้น 18.8% มาอยู่ที่ 5.151 หมื่นล้านดอลลาร์ จากความต้องการอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และคอมพิวเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่ง