สำนักข่าวเกียวโดรายงานข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลญี่ปุ่นในวันนี้ (8 พ.ค.) เผยให้เห็นว่า ค่าจ้างที่แท้จริง (ค่าจ้างหลังปรับอัตราเงินเฟ้อ) ของแรงงานในญี่ปุ่นในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนให้เห็นถึงผลกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทต่าง ๆ และความพยายามในการเสนอเงินเดือนที่สามารถแข่งขันได้เพื่อรักษาบุคลากรที่มีความสามารถเอาไว้ แม้ว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าก็ตาม
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น รายงานว่า ค่าจ้างในรูปตัวเงิน (Nominal wages) หรือรายได้เงินสดเฉลี่ยต่อเดือนต่อพนักงานหนึ่งคน (รวมค่าจ้างพื้นฐานและค่าล่วงเวลา) เพิ่มขึ้น 2.7% มาอยู่ที่ 317,254 เยน (2,000 ดอลลาร์) นับเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 51
สำหรับยอดรวมดังกล่าว ค่าจ้างตามกำหนด (Scheduled payments) ซึ่งรวมถึงค่าจ้างพื้นฐานและเงินอุดหนุนครอบครัว ปรับตัวขึ้น 3.2% มาอยู่ที่ 271,313 เยน นับเป็นการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ระดับ 3.0% ขึ้นไปติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี 5 เดือน
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่ใช้ในข้อมูลดังกล่าว ปรับตัวขึ้น 1.6% ซึ่งเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 2% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการอุดหนุนค่าสาธารณูปโภคและก๊าซของรัฐบาล
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างชะลอตัวลงจากระดับ 2.0% ในเดือนก.พ. (ซึ่งได้รับการปรับทบทวนตัวเลขเพิ่มขึ้น) จุดสนใจจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ในระยะต่อไป
ท่ามกลางภาวะเงินเยนอ่อนค่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเร่งให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและผลักดันต้นทุนการนำเข้า บริษัทต่าง ๆ กำลังเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ เพื่อจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง
เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ระบุว่า "เรายังไม่เห็นผลกระทบที่สำคัญ (จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ในขณะนี้ แต่เราจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป"
หากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป อาจสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากลำบากสำหรับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นบททดสอบข้อตกลงที่ทำไว้กับสหภาพแรงงานในการเสนอปรับขึ้นค่าจ้างอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาค่าจ้างประจำปีสำหรับปีงบการเงินที่เริ่มต้นในเดือนเม.ย.
ขณะนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังพิจารณาช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ BOJ ยังต้องการเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของค่าจ้างและอุปสงค์ในประเทศ
ทั้งนี้ BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มเติม แต่ระบุถึงความจำเป็นที่ต้องจับตาความเสี่ยงที่ "เงินเฟ้ออาจเบี่ยงเบนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มหันมาปรับขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้า