สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันนี้ (22 พ.ค.) ว่า ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.ของสหราชอาณาจักร (UK) ปรับตัวลดลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะวิกฤตพลังงานทั่วโลกที่มีสาเหตุมาจากสงครามในอิหร่าน
ยอดค้าปลีกซึ่งรวมถึงยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และในร้านค้า ปรับตัวลง 1.3% ในเดือนเม.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาคครัวเรือนพากันกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.ปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2568 และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.6%
ยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงยานยนต์ร่วงลง 10% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2563 โดยแกรนท์ ฟิตซ์เนอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ONS กล่าวว่า ยอดขายที่ลดลงนั้น บ่งชี้ว่าผู้ขับขี่รถยนต์พยายามประหยัดเชื้อเพลิงหลังจากมีการซื้อตุนไว้ในเดือนมี.ค. ซึ่งการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ซบเซาลงนี้ มีส่วนทำให้ยอดค้าปลีกโดยรวมในเดือนเม.ย.ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบเป็นรายเดือน
รายงานยอดค้าปลีกล่าสุดของ UK ถือเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่า สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของ UK โดยผู้บริโภคเริ่มชะลอการจับจ่ายใช้สอย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเพิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในขณะนี้ ประกอบกับตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง น่าจะยิ่งทำให้ภาคครัวเรือนใช้ความระมัดระวังในการใช้จ่าย