สมาคมห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นเปิดเผยวันนี้ (25 พ.ค.) ว่า ยอดขายสินค้าปลอดภาษี (Duty-free) ของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 18.3% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปีสู่ระดับ 5.201 หมื่นล้านเยน (327 ล้านดอลลาร์) นับเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายต่อรายของลูกค้าที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุว่า จำนวนลูกค้าชาวจีนในเดือนดังกล่าวลดลงเกือบ 30% ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าชาวจีนกลับฟื้นตัวขึ้น โดยอัตราการหดตัวนั้นน้อยลงเหลือเพียงราว 2% เท่านั้น
สมาคมฯ ระบุว่า จำนวนผู้ซื้อสินค้าปลอดภาษีลดลง 6.0% สู่ระดับ 491,000 คน ลดลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่ภาพรวมของยอดขายยังคงได้แรงหนุนจากยอดซื้อที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เจ้าหน้าที่สมาคมฯ รายหนึ่งกล่าวว่า "การใช้จ่ายของลูกค้าขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งไม่ว่าจากประเทศไหน ซึ่งน่าจะได้รับแรงหนุนจากทั้งความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากผลของเงินเยนที่อ่อนค่า ตลอดจนราคาต่อชิ้นที่ขยับสูงขึ้นตามการปรับขึ้นราคาสินค้า"
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเริ่มตึงเครียดขึ้นนับตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาว่า การที่จีนโจมตีไต้หวันอาจเข้าข่าย "สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด" ซึ่งอาจส่งผลให้กองกำลังป้องกันตนเองต้องดำเนินการตอบโต้เพื่อสนับสนุนสหรัฐฯ
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเผยอีกว่า หากไม่รวมยอดขายสินค้าปลอดภาษี ยอดขายของห้างสรรพสินค้าภายในประเทศในเดือนเม.ย.ยังคงขยับขึ้น 3.7% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 เนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่นช่วยกระตุ้นยอดขายเสื้อผ้าแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิและสินค้าเบ็ดเตล็ด ประกอบกับกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมสินค้าท้องถิ่น มีส่วนช่วยดึงดูดผู้ซื้อให้เข้ามาใช้บริการ
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวระบุว่า ความต้องการสินค้าหรูหรา เช่น เครื่องประดับและนาฬิกา ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะร่ำรวยที่มีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้ ยอดขายที่แข็งแกร่งดังกล่าวยังดูเหมือนจะได้รับแรงหนุนทั้งจากการซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติและความต้องการจากกลุ่มลูกค้าในประเทศที่หลากหลายขึ้น เนื่องจากไม่เพียงแต่ผู้ซื้อที่มีฐานะมั่งคั่งเท่านั้น แต่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ก็พร้อมที่จะจับจ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ตนเองชื่นชอบเช่นกัน
ทางสมาคมฯ ระบุว่า ยอดขายรวมของห้างสรรพสินค้าจำนวน 172 แห่ง ซึ่งบริหารงานโดยบริษัท 68 แห่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.2% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 4.4216 แสนล้านเยน ส่งผลให้เป็นการเติบโตเมื่อเทียบรายปีปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน