สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลียรายงานในวันนี้ (27 พ.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6%
ส่วนเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 4.2% ในเดือนเม.ย. ชะลอตัวลงจากระดับ 4.6% เดือนมี.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.4% โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนี CPI ทั่วไปชะลอตัวลงนั้น มาจากการที่รัฐบาลออสเตรเลียปรับลดภาษีเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมสินค้าที่มีความผันผวน ปรับตัวขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่วนเมื่อเทียบรายปี ดัชนีพุ่งขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2567 และยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 2%-3%
ข้อมูลที่เปิดเผยในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของออสเตรเลียยังคงถูกผลักดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้คณะกรรมการ RBA ดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกัน 0.75% แล้วในปีนี้
ในการประชุมครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ RBA ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 9 คน มีมติ 8 ต่อ 1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.35% โดย RBA ระบุในแถลงการณ์ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ทำให้นโยบายการเงินขณะนี้อยู่ในระดับเหมาะสมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ พร้อมระบุว่า คณะกรรมการยังคงมุ่งเน้นในภารกิจการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และจะดำเนินการในสิ่งที่พิจารณาแล้วว่าจำเป็น เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ดังกล่าว