องค์กรพัฒนาการลงทุนแห่งมาเลเซีย (MIDA) เปิดเผยในวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ว่า ยอดการอนุมัติเงินลงทุนของมาเลเซียในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวลดลง 0.2% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 9.28 หมื่นล้านริงกิต (2.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
MIDA ระบุว่า ยอดการอนุมัติดังกล่าวครอบคลุมโครงการลงทุนจำนวน 1,249 โครงการในภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่ได้ถึง 50,226 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 46.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เมื่อจำแนกตามประเภทการลงทุนพบว่า การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ครองสัดส่วน 60.5% ของยอดอนุมัติทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 5.62 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่การลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น 13% สู่ระดับ 3.66 หมื่นล้านริงกิต หรือคิดเป็น 39.5%
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในมาเลเซียมากที่สุดด้วยมูลค่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 2.15 หมื่นล้านริงกิต ตามมาด้วยจีนและสหรัฐฯ ที่มูลค่าเท่ากันที่ 1.01 หมื่นล้านริงกิต สิงคโปร์ 6.7 พันล้านริงกิต และไทย 2.5 พันล้านริงกิต
ภาคบริการยังคงเป็นภาคส่วนที่ทำรายได้สูงสุด โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 6.08 หมื่นล้านริงกิต หรือ 65.5% ของยอดอนุมัติทั้งหมด ซึ่งครอบคลุม 731 โครงการ
ขณะที่ภาคการผลิตมียอดอนุมัติการลงทุนรวม 2.41 หมื่นล้านริงกิต จาก 501 โครงการ โดยจำนวนโครงการพุ่งขึ้นถึง 142% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางความสนใจอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมการผลิตขั้นสูงและเทคโนโลยีระดับสูง
ส่วนภาคอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิมียอดอนุมัติการลงทุนที่ 7.9 พันล้านริงกิต ทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 418.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนสำคัญจากโครงการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง
MIDA ระบุว่า แนวโน้มการลงทุนของมาเลเซียยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง โดยมีโครงการที่มีศักยภาพรอการอนุมัติอีก 182 โครงการ มูลค่ารวม 3.83 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่ยังคงมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องสำหรับข้อเสนอการลงทุนเพิ่มเติมอีกมูลค่า 9.1 หมื่นล้านริงกิต