ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2568 แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 จากการชะลอตัวของตลาดจีนและการผ่อนคลายเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าในหลายประเทศ ส่งผลให้ยอดขายในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นในอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ก.พ. 2567 ตามข้อมูลที่เผยแพร่ในวันนี้ (14 ม.ค.)
บริษัทที่ปรึกษาเบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์ (Benchmark Mineral Intelligence BMI) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการกลับลำด้านการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรฐานการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรป (EU) ได้เขย่าตลาด EV โลกในปี 2568 จนแทบเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในยุโรป และอุปสงค์ที่เริ่มชะลอลงในจีน มีแนวโน้มจะทำให้เกิดการถกเถียงมากขึ้นระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมองว่าจำเป็นต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กับผู้ผลิตรถยนต์ที่กังวลว่าการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจะกระทบต่อการจ้างงานและผลกำไร
ข้อมูลระบุว่า ยอดจดทะเบียน EV ทั่วโลกซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดยอดขาย เพิ่มขึ้น 6% ในเดือนธ.ค. เป็นเกือบ 2.1 ล้านคัน ส่งผลให้ยอดรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 20.7 ล้านคัน
ในจีนนั้น ยอดจดทะเบียน EV เพิ่มขึ้นเพียง 2% ในเดือนธ.ค. เป็นมากกว่า 1.3 ล้านคัน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเมื่อเทียบรายปีต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2567 และทำให้ยอดรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 17% เป็น 12.9 ล้านคัน โดยจีนผลิต EV คิดเป็น 71% ของยอดขายทั่วโลก
ขณะที่อเมริกาเหนือมียอดจดทะเบียนลดลง 39% ในเดือนธ.ค. เหลือเพียงกว่า 1 แสนคันเศษ หลังการสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษี EV ของสหรัฐฯ ในช่วงเดือนต.ค.ปีที่ผ่านมา และเมื่อรวมทั้งปี 2568 ยอดจดทะเบียนในภูมิภาคนี้ลดลง 4%
ส่วนในยุโรปมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 34% ในเดือนธ.ค. สู่ระดับมากกว่า 450,000 คัน และเพิ่มขึ้น 33% ตลอดทั้งปี ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกมียอดขายเพิ่มขึ้น 41% ในเดือนธ.ค. เป็นมากกว่า 160,000 คัน และเพิ่มขึ้น 48% ในปี 2568
BMI คาดว่า ปี 2569 ยอดขาย EV ทั่วโลกจะอยู่ที่ 23.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 15.7% โดยการเติบโตในจีนจะเร่งขึ้นเป็น 21% ขณะที่ยอดขาย EV ในยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกจะชะลอลงเหลือ 15% และ 26% ตามลำดับ ส่วนในอเมริกาเหนือคาดว่าจะหดตัวแรงขึ้นถึง 23% จากการทรุดตัวลง 29% ในตลาดสหรัฐฯ