ธนาคารกลางมาเลเซียเปิดเผยในวันนี้ (30 ม.ค.) ว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและการปฏิรูปโครงสร้างที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินริงกิต ขณะเดียวกันธนาคารกลางปฏิเสธที่จะใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนภาคการส่งออก โดยระบุว่าการส่งออกนั้นถูกกำหนดโดยอุปสงค์จากทั่วโลก
ธนาคารกลางมาเลเซียเปิดเผยว่า ค่าเงินริงกิตไม่เคยถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก โดยแม้ว่าธนาคารกลางยังคงต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศอยู่ในภาวะที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ค่าเงินริงกิตนั้นถูกกำหนดโดยกลไกตลาด
นอกจากนี้ ธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า อุปสงค์ทั่วโลกมีบทบาทที่สำคัญกว่าในการขับเคลื่อนการส่งออกเมื่อเทียบกับค่าเงินริงกิต พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มผู้ส่งออกได้นำรายได้สกุลเงินต่างประเทศกลับมาแปลงเป็นสกุลเงินริงกิตอย่างต่อเนื่อง
"คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะยังคงมีความยืดหยุ่น" ธนาคารกลางมาเลเซียระบุ โดยอ้างถึงอุปสงค์ภายในประเทศและกิจกรรมการลงทุน แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกก็ตาม และระบุเพิ่มเติมว่า "ปัจจัยนี้ ประกอบกับการปฏิรูปโครงสร้างที่กำลังดำเนินอยู่ จะเป็นแรงสนับสนุนที่ต่อเนื่องและยั่งยืนให้กับค่าเงินริงกิต"
การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่สกุลเงินริงกิตทำผลงานได้ดีกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชียในปีนี้ โดยแข็งค่าขึ้น 3% หลังจากที่พุ่งขึ้นประมาณ 10% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย โดยค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2542
นอกจากนี้ การเติบโตของมาเลเซียยังโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหลายราย โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ของมาเลเซียขยายตัว 4.9% ซึ่งสูงกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์รัฐบาลไว้ที่ 4% - 4.8% โดยได้แรงหนุนจากภาคบริการและภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง สวนทางกับ GDP ปี 2568 ของฟิลิปปินส์ที่ชะลอตัวลงเหลือ 4.4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ทางการฟิลิปปินส์กำหนดไว้ที่ 5.5% - 6.5%