เป็นที่แน่นอนแล้วว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเสนอชื่อ เควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดคนปัจจุบันซึ่งจะหมดวาระในเดือนพ.ค.ปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวแพร่สะพัดว่า ปธน.ทรัมป์ได้ลิสต์รายชื่อว่าที่ประธานเฟดไว้ถึง 4 ราย ได้แก่ เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว, คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด, ริก รีเดอร์ ผู้จัดการการลงทุนตราสารหนี้จากบริษัทแบล็คร็อค (BlackRock) และเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด
หลังจากปธน.ทรัมป์ยืนยันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) ว่าเขาได้ตัดสินใจเสนอชื่อวอร์ชให้นั่งตำแหน่งประธานเฟด ตลาดการเงินมีปฏิกริยาทันที โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นขานรับข่าวดังกล่าว ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดในวันศุกร์ลดลงเกือบ 180 จุด ส่วนราคาทองคำตลาด COMEX ทรุดตัวลง 11.39% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2526
การที่ปธน.ทรัมป์เสนอชื่อวอร์ชเป็นประธานเฟดนั้น ค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เนื่องจากที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ย้ำมาโดยตลอดว่าประธานเฟดคนใหม่จะต้องเป็นผู้ที่มีจุดยืนด้านการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบเชิงรุกและมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกับเขา แต่สำหรับวอร์ชนั้น นักลงทุนมองว่า แม้ในระยะสั้นวอร์ชอาจจะผลักดันให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ปธน.ทรัมป์ต้องการ แต่คาดว่าเขาจะไม่ทำตามความต้องการของผู้นำสหรัฐฯ ในทุกเรื่อง และจะรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน
*ทำความรู้จัก "เควิน วอร์ช" ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่
หากวุฒิสภาสหรัฐฯ ให้การรับรอง วอร์ช วัย 55 ปี จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเฟดแทนพาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพ.ค. อย่างไรก็ดี วอร์ช ซึ่งเคยทำงานในวอลล์สตรีทและในรัฐบาลของอดีตจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตลอดจนมีประสบการณ์ทั้งด้านการเงินและการกำหนดนโยบายนั้น อาจจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากนักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการความมั่นใจว่า เขาจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่านั่นจะทำให้เขาไม่ลงรอยกับความต้องการของปธน.ทรัมป์ที่อยากเห็นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำก็ตาม
วอร์ช เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2513 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสำเร็จปริญญากฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอยู่ที่สถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution) ซึ่งเป็นคลังสมองสายอนุรักษนิยม ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นอกจากนี้ เขายังทำงานเป็นหุ้นส่วนที่บริษัท Duquesne Family Office ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนที่ก่อตั้งโดยสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ มหาเศรษฐีและอดีตผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์
วอร์ชใช้เวลาช่วงต้นของอาชีพการทำงานที่ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) และเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช โดยในปี 2549 บุชได้แต่งตั้งวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟด โดยเขาดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2554 ช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งนั้นคาบเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2551 ซึ่งเขาได้ช่วยดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายของเฟดภายใต้การนำของเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดในเวลานั้น
ปธน.ทรัมป์เคยพิจารณาที่จะแต่งตั้งวอร์ชเป็นประธานเฟดในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2560 แต่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจเลือกแต่งตั้งพาวเวลแทน โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวถึงพาวเวลในเวลานั้นว่า เป็น "ผู้สร้างฉันทามติ" และ "เข้าใจในสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจของเราเติบโต"
กระทั่งเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความยกย่องวอร์ชบนทรูธโซเชียลหลังจากประกาศเสนอชื่อวอร์ชนั่งตำแหน่งประธานเฟดต่อจากพาวเวล โดยอ้างถึงประสบการณ์ของวอร์ชทั้งในภาครัฐและเอกชน
"ผมรู้จักเควินมานานแล้ว และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาจะถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรืออาจจะดีที่สุดด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่มีบุคลิกเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ และเขาจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง" ปธน.ทรัมป์ระบุด้านชีวิตส่วนตัวนั้น วอร์ชสมรสกับ เจน ลอเดอร์ บุตรสาวของโรนัลด์ ลอเดอร์ ทายาทของบริษัทเอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) โดยมหาเศรษฐ๊โรนัลด์ ลอเดอร์ เป็นผู้บริจาครายใหญ่และเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของโดนัลด์ ทรัมป์
*การเสนอชื่อ "เควิน วอร์ช" มีความหมายอย่างไรต่ออัตราดอกเบี้ย?
การเสนอชื่อวอร์ช เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เฟดเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบาง เนื่องจากความท้าทายที่ซับซ้อนระหว่างเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการจ้างงานที่ซบเซา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อ แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้ตลาดแรงงานชะลอตัวลงอีก ในขณะเดียวกันการลดอัตราดอกเบี้ยอาจช่วยกระตุ้นการจ้างงาน แต่ก็เสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นด้วย
ในช่วงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปลายทศวรรษ 2000 และต้นทศวรรษ 2010 นั้น วอร์ชได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่เฟด "สายเหยี่ยว" ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่าเขาสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา วอร์ชได้แสดงท่าทีสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยเขาไม่เห็นด้วยต่อการที่เฟดมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากมาตรการภาษีศุลกากรที่มีการประกาศใช้ในปีที่แล้ว
"ภาษีศุลกากรไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ" วอร์ชกล่าวกับ Fox Business ในเดือนก.ค.ปีที่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้มีการ "เปลี่ยนขั้วอำนาจ" ในธนาคารกลาง
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วอร์ชเคยส่งสัญญาณว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในวงจำกัด โดยในเดือนก.ย. 2547 วอร์ชคัดค้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ถึง 0.50% ตามที่นักวิเคราะห์บางรายต้องการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คณะกรรมการเฟดได้ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% ในครั้งนั้น
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า แนวทางด้านนโยบายการเงินที่วอร์ชจะนำมาใช้นั้น อาจขึ้นอยู่กับว่าเขามีความเต็มใจที่จะขัดแย้งกับปธน.ทรัมป์ที่ต้องการให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่หรือไม่ และคาดว่าเมื่อวอร์ชได้รับการรับรองจากวุฒิสภา เขาอาจจะต้องเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงจากปธน.ทรัมป์
เมื่อช่วงต้นเดือนม.ค. วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต รวมทั้งสมาชิกบางคนจากพรรครีพับลิกัน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด หลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการสอบสวนคดีอาญาต่อพาวเวล โดยทอม ทิลลิส สว.รีพับลิกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า เขาจะคัดค้านการเสนอชื่อวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด จนกว่าการสอบสวนคดีอาญาของรัฐบาลกลางต่อพาวเวลจะได้ข้อยุติอย่างสมบูรณ์
ด้านนักวิเคราะห์บางรายแสดงความเห็นกับ ABC News ว่า หากธนาคารกลางสูญเสียความเป็นอิสระ มักจะถูกกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้นในระยะยาว