ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดลบในวันนี้ (6 ก.พ.) โดยถูกกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดวอลล์สตรีทที่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นภาวะตื่นตระหนก
เมื่อคืนที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลง 1.20% ขณะที่ดัชนี S&P500 ร่วง 1.23% ส่งผลให้ดัชนีเข้าสู่แดนลบตั้งแต่ต้นปี ส่วนดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง ปรับตัวลงแรงที่สุด โดยร่วง 1.59%
หุ้น Alphabet บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 พร้อมส่งสัญญาณการเพิ่มการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมาก โดยระบุว่ารายจ่ายด้านเงินลงทุนในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลง 0.5%
ด้านหุ้น Qualcomm ร่วงลงมากกว่า 8% หลังบริษัทเปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด อันเป็นผลจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำในตลาดโลก
-- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน
การคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวานนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15%
-- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 5-4 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% ในการประชุมเมื่อวานนี้ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
-- บิตคอยน์ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหลุดระดับ 67,000 ดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2567 ขณะที่นักลงทุนพากันส่งแรงเทขายในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี
ณ เวลา 00.21 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์ร่วงลง 9.40% สู่ระดับ 66,532 ดอลลาร์ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coin Metrics
บิตคอยน์ดิ่งลง 20% ในสัปดาห์นี้ และทรุดตัวลง 47% นับตั้งแต่พุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือแนว 126,000 ดอลลาร์ในเดือนต.ค. 2568
-- นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 22.7% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมเดือนมี.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 9.4% เมื่อวันพุธ (4 ก.พ.)
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 77.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมี.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 90.6% เมื่อวันพุธ
-- สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 386,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.54 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2563 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.20 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 6.92 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย.
-- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social เมื่อวานนี้ ระบุว่า เขาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาจะเตรียมตัวต้อนรับซานาเอะ ทาคาอิจิที่ทำเนียบขาวในวันที่ 19 มีนาคม
-- การเจรจารอบ 2 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลางระหว่างรัสเซียและยูเครน เสร็จสิ้นลงในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการแลกเปลี่ยนเชลยศึก แต่ไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็นหลัก ๆ เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง
ฝ่ายยูเครนระบุว่า การเจรจาเริ่มต้นในรูปแบบไตรภาคี ก่อนจะขยับไปสู่การหารือเป็นกลุ่ม โดย รุสเตม อูเมรอฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงและกลาโหมแห่งชาติของยูเครนกล่าวว่า คณะผู้แทนยูเครนมุ่งแสวงหาสันติภาพที่มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน แต่ไม่ได้เปิดเผยผลลัพธ์ในรายละเอียด
การเจรจาสิ้นสุดลงโดยไม่มีแถลงการณ์ทางการเมืองหรือด้านความมั่นคงร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นต่างที่ยังคงมีอยู่ระหว่างรัสเซียและยูเครนในประเด็นสำคัญหลายด้าน รวมถึงข้อพิพาทด้านดินแดน แนวทางการหยุดยิง และหลักประกันด้านความมั่นคง
-- ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ (6 ก.พ.) มีดังนี้:-
เกาหลีใต้เปิดเผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนธ.ค.
ญี่ปุ่นเปิดเผยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือนธ.ค.
ธนาคารกลางอินเดียประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย
เยอรมนีเปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนธ.ค.
อังกฤษเปิดเผยราคาบ้านเดือนม.ค.จากฮาลิแฟกซ์
ฝรั่งเศสเปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนธ.ค.
สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน