ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเช้านี้ (10 ก.พ.) หลังหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากแรงซื้อที่กลับเข้ามา ภายหลังตลาดถูกเทขายในสัปดาห์ก่อนจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากแรงหนุนของปัจจัยทางการเมือง โดยพุ่งขึ้นกว่า 1% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และออสเตรเลียก็เปิดตลาดในแดนบวกเช่นกัน
-- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในเดือนนี้ ตามคำเชิญของ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์จะกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. เวลา 21.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันพุธที่ 25 ก.พ. เวลา 09.00 น. ตามเวลาไทย
การกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ปธน.ทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568
-- Politico รายงานเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วางแผนเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของจีนในสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน
Politico ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวการเมืองของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายว่า กำหนดการดังกล่าวจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์ในวาระดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 อย่างไรก็ดี วันที่เดินทางยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
-- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า เขาคาดว่าภายในเวลาอีก 3 ปี ดัชนีดาวโจนส์จะพุ่งขึ้นอีก 50,000 จุด แตะระดับ 100,000 จุดในช่วงที่เขาสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ซึ่งตรงกับวันที่ 20 ม.ค. 2572
ล่าสุด ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 6 ก.พ. พุ่งขึ้น 1,206.95 จุด หรือ 2.47% สู่ระดับ 50,115.67 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดีดตัวขึ้น 4.3% นับตั้งแต่ต้นปี 2569
-- ผลสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ผู้บริโภคคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปี ที่ระดับ 3.1% ลดลงจากระดับ 3.4% ในการสำรวจในเดือน ม.ค.
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 3 ปี และ 5 ปี ที่ระดับ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการสำรวจในเดือน ม.ค.
นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์การเติบโตของรายได้ที่สูงขึ้น รวมทั้งลดโอกาสในการตกงาน และเพิ่มความน่าจะเป็นในการหางานใหม่ได้ หากต้องสูญเสียงานเดิม
-- บริษัทโตเกียวอิเล็กทริก พาวเวอร์ (TEPCO) เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้กลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หรือนับตั้งแต่เกิดเหตุภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2554
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ ในจังหวัดนิอิงาตะ ได้กลับมาเดินเครื่องเมื่อเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ก่อนหน้านี้ TEPCO ได้ทำการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หนึ่งจากทั้งหมด 7 เครื่องของโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. แต่ต้องปิดลงในวันถัดมา หลังจากระบบได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในสายเคเบิลเส้นหนึ่ง
-- โมฮัมหมัด เอสลามี ผู้อำนวยการองค์การพลังงานปรมาณูอิหร่าน กล่าวเมื่อวานนี้ว่า อิหร่านอาจยอมตกลงที่จะลดความเข้มข้นของแร่ยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะสูงถึง 60% เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ เอสลามี กล่าวว่า อิหร่านได้กลับมาติดต่อกับสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อีกครั้ง แต่ก็แสดงความไม่พอใจที่ IAEA ยังไม่ได้ทำการสอบสวนการที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านในเดือน มิ.ย. 2568
-- ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ (10 ก.พ.) มีดังนี้:-
ออสเตรเลียเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.จากเวสต์แพค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนม.ค.จากเนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB)
สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือนม.ค. จากสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐฯ (NFIB), ADP รายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. และราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนธ.ค.