ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 500 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 8% และราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
ณ เวลา 06.14 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลง 569 จุด หรือ -1.16% แตะที่ระดับ 48,431 จุด
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 5.92 ดอลลาร์ หรือ 8.83% แตะที่ 72.94 ดอลลาร์/บาร์เรล ณ เวลา 06.26 น.ตามเวลาไทย
ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 120.90 ดอลลาร์ หรือ 2.30% แตะที่ 5,368.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ณ เวลา 06.34 น.ตามเวลาไทย
สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ภายใต้ปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าวัตถุประสงค์หลักของการโจมตีคือการปกป้องชาวอเมริกันด้วยการกำจัดภัยคุกคามที่จวนตัวจากอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่ระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล
ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศว่า ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในภูมิภาคเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรม พร้อมระดมถล่มทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุระเบิดในหลายประเทศ อาทิ บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
-- สายการบินชั้นนำได้พากันยกเลิกเที่ยวบินไปยังตะวันออกกลางรวมกันจำนวนหลายร้อยเที่ยว และบางสายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าเป็นวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า น่านฟ้าของอิหร่าน อิรัก คูเวต บาห์เรน และกาตาร์ ได้ถูกสั่งปิดหลังเกิดเหตุโจมตีอิหร่าน ขณะที่ข้อมูลจาก Cirium ซึ่งบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน ระบุว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 1,800 เที่ยว ทั้งขาเข้าและขาออกจากประเทศในตะวันออกกลางถูกยกเลิกเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) และมีอีก 1,400 เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากภูมิภาคนี้ถูกยกเลิกในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.)
สายการบินลุฟต์ฮันซา (Lufthansa Group) ได้ระงับเที่ยวบินไปยังอิสราเอล เลบานอน จอร์แดน อิรัก และอิหร่าน จนถึงวันที่ 7 มี.ค. ด้านสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดไปยังตะวันออกกลางในวันเสาร์ และต่อมาได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างอินเดียกับทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีกำหนดการในวันอาทิตย์ ขณะที่ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (United Airlines) ระบุว่า เที่ยวบินจากสหรัฐฯ ไปยังกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล ถูกยกเลิกจนถึงวันที่ 6 มี.ค. โดยเที่ยวบินเทลอาวีฟถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับยูไนเต็ดแอร์ไลน์
-- เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ และบริษัทการค้าส่วนใหญ่ ได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ประกาศเตือนว่าอาจไม่อนุญาตให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยังไม่มีการประกาศปิดอ่าวอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเตรียมพร้อมสูงสุดในภูมิภาค และความเสี่ยงที่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจลุกลามจนกลายเป็นเหตุปะทะที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือพาณิชย์
นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานจาก Rystad กล่าวว่า แม้เรือเหล่านี้จะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บ้าง แต่ผลกระทบจากการปิดช่องแคบแห่งนี้จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบมากถึง 8 - 10 ล้านบาร์เรล/วัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งน้ำมันของอาบูดาบีแล้วก็ตาม
-- สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอันเนื่องมาจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านนั้น ได้ส่งผลให้รัฐบาลและโรงกลั่นในเอเชียเริ่มประเมินคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงเส้นทางการเดินเรือและแหล่งจัดหาทางเลือก โดยนักวิเคราะห์จาก Kpler กล่าวว่า อินเดียอาจหันไปหาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อชดเชยการสูญเสียอุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากตะวันออกกลาง
วิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 0.7% โดยเฉพาะการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของทั้งโลก จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในทันที ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป
-- กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นชอบให้กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในเดือนหน้าที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากสงครามในอิหร่านซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลก โดยโอเปกพลัสประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน
-- สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านกำลังพิจารณาที่จะถอนตัวจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคมนี้ ภายหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึงขีดสุดจากการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีการยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสังหารโดยปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านประกาศกร้าวที่จะดำเนินการล้างแค้นอย่างรุนแรง
เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เปิดเผยกับ Marca หนังสือพิมพ์กีฬาของสเปน ว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันนี้หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ "มันเป็นเรื่องยากมากที่เราจะมองไปถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกในแผ่นดินสหรัฐฯ" อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าโดยเหล่าผู้บริหารระดับสูงด้านกีฬาของประเทศ
นอกจากนี้ ทางการอิหร่านยังได้ประกาศระงับการแข่งขันฟุตบอลลีกภายในประเทศทั้งหมดจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ความไม่สงบ
-- กรมการขนส่งทางทะเลของสหรัฐฯ (MARAD) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ออกประกาศเตือนให้เรือพาณิชย์ โดยเฉพาะเรือที่ชักธงสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำใกล้เคียง ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรง
ประกาศดังกล่าวระบุถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และทะเลอาหรับ ซึ่งเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ และความเป็นไปได้ที่กองกำลังอิหร่านอาจตอบโต้ เจ้าหน้าที่ MARAD เน้นย้ำว่า แม้จะเป็นการเดินเรือพาณิชย์ตามปกติ ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกระบุตัวตนผิดพลาด หรือได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางทหารในภูมิภาค
ทั้งนี้ ทางหน่วยงานแนะนำให้เรือสัญชาติอเมริกันรักษาระยะห่างจากเรือรบภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ อย่างน้อย 30 ไมล์ทะเล และประสานงานกับศูนย์ความมั่นคงทางทะเลอย่างใกล้ชิด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยแบบเรียลไทม์
-- ยอดการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนก.พ. พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รายงานจากกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานระบุว่า การส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 29.0% สู่ระดับ 6.745 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้สำหรับยอดส่งออกในเดือนก.พ.
ในส่วนของภาคการนำเข้า เติบโตขึ้น 7.5% แตะระดับ 5.194 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่งผลให้ในเดือนก.พ. เกาหลีใต้เกินดุลการค้าสูงถึง 1.551 หมื่นล้านดอลลาร์
-- บรรดาแกนนำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ต่างออกมาวิจารณ์การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา พร้อมเตรียมผลักดันให้มีการลงมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี
CNN รายงานว่า การสั่งการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดจะเปิดอภิปรายและลงมติอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน ด้านฝั่งเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันอย่างน้อย 3 ราย ระบุว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีในขณะที่สมาชิกสภาต่างกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศและยังไม่มีแผนจะกลับเข้าวอชิงตันในอีกหลายวันนั้น ถือเป็นการสร้างข้อกังขาอย่างรุนแรงต่อความชอบธรรมทางกฎหมายของการโจมตีในครั้งนี้