ความขัดแย้งที่ลุกลามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3.67 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี รวมถึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของภูมิภาคที่พยายามวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมและปลอดภัย หลังทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่อาบูดาบีถึงดูไบ
ศูนย์กลางการบินสำคัญหลายแห่งต้องชะลอหรือระงับเที่ยวบินเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ผู้โดยสารนับหมื่นตกค้างจำนวนมาก โดยเฉพาะที่สนามบินในนครดูไบ นับเป็นแรงกระแทกต่อภาคการบินรุนแรงที่สุดนับจากวิกฤตโควิด-19
รายงานระบุว่า สนามบินและโรงแรมหรูชื่อดังอย่าง เบิร์จ อัล อาหรับ ได้รับความเสียหาย สร้างความวิตกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาใช้จ่ายในภูมิภาคนี้รวมกันราว 1.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC)
ข้อมูลจากแอร์ดีเอ็นเอ (AirDNA) ผู้ให้บริการข้อมูลที่พักให้เช่าสำหรับวันหยุดพักผ่อนระบุว่า การยกเลิกที่พักระยะสั้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) แตะราว 8,450 ยูนิต โดยส่วนใหญ่เป็นการจองสำหรับเดือนมี.ค. หลังเกิดเหตุโจมตีระลอกแรก
ด้านไมเคิล โอลีรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสายการบินไรอันแอร์ (Ryanair) กล่าวว่า การจองเที่ยวบินมายังตะวันออกกลางหดตัวลงอย่างมาก แต่ความต้องการเดินทางระยะสั้นไปยังประเทศในยุโรปอย่างโปรตุเกส อิตาลี และกรีซ กลับเพิ่มสูงขึ้นก่อนช่วงวันหยุดอีสเตอร์
สำนักงานการท่องเที่ยวดูไบระบุในแถลงการณ์ว่า ความปลอดภัยของผู้มาเยือนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือโรงแรมช่วยดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งระบุว่า ดูไบมีประสบการณ์ในการรับมือกับช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติระดับโลกมาก่อน
ขณะเดียวกัน ทัวริซึม อีโคโนมิกส์ (Tourism Economics) บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยวระดับโลก ประเมินว่า จำนวนนักเดินทางมายังตะวันออกกลางปีนี้อาจลดลง 2338 ล้านคนจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง
ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สู้รบปะทุขึ้น มีประชาชนหลายพันคนเร่งเดินทางออกจากภูมิภาค โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำแนะนำเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากพื้นที่ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกแรก