ทรัมป์จุก! ศาลสั่งรัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงินภาษีนำเข้า ขณะคลังลุยเก็บภาษีใหม่ 15% สัปดาห์นี้

ข่าวต่างประเทศ Thursday March 5, 2026 11:10 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) มีคำสั่งเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้า หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจุดยืนที่สวนทางกัน เมื่อปธน.ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต่างปฏิเสธที่จะคืนเงินรายได้มหาศาลดังกล่าวในทันที โดยส่งสัญญาณว่าประเด็นนี้อาจต้องสู้กันในชั้นศาลอีกยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยให้การเก็บภาษีในอัตราเลขสองหลักภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องคืนเงินที่เก็บไปแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในคดีที่บริษัทผลิตแผ่นกรองแห่งหนึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้อง ริชาร์ด อีตัน ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า "ผู้นำเข้าที่จดทะเบียนทุกราย ซึ่งรายการสินค้านำเข้าถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ล้วนมีสิทธิได้รับประโยชน์" จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ผู้พิพากษาได้สั่งการให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เริ่มต้นกระบวนการคืนเงินภาษี โดยจะมีการพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าคำสั่งของศาลจะครอบคลุมไปถึงคดีฟ้องร้องอีกกว่า 2,000 คดีจากทั้งบริษัทสัญชาติอเมริกันและต่างชาติที่ยังคงค้างอยู่ในศาลการค้าฯ ด้วย

แม้รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายอีกครั้ง แต่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกอัตราใหม่จาก 10% เป็น 15% "ภายในสัปดาห์นี้"

"ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า อัตราภาษีศุลกากรจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมภายในเวลา 5 เดือน" เบสเซนต์กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการของสำนักข่าว CNBC เมื่อถูกถามถึงแผนการของทรัมป์หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัย

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากศาลฎีกาสั่งยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลที่บังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศทันทีว่าเขาจะนำมาตรการภาษีนำเข้าใหม่มาใช้แทนโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับอื่น และระบุว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน

มาตรการภาษีใหม่ในอัตรา 10% เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีได้สูงสุด 15% เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินที่ "รุนแรงและมีมูลค่ามหาศาล"

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มาตรการจำกัดการนำเข้าในลักษณะนี้จะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติขยายเวลาจากสภาคองเกรส

เบสเซนต์ย้ำว่า ในระหว่างการใช้มาตรการชั่วคราวนี้ รัฐบาลกำลังศึกษาการใช้กรอบกฎหมายอื่นมารองรับ เช่น มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 และมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี 2505 (Trade Expansion Act of 1962) ซึ่งเคยใช้เก็บภาษีรถยนต์และเหล็กกล้าเมื่อปีที่แล้ว

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ชี้ว่า กฎหมายเหล่านี้ "อาจใช้เวลาดำเนินการนานกว่า แต่มีความรัดกุมมากกว่า" เนื่องจากมาตรการจำกัดการนำเข้าภายใต้กฎหมายดังกล่าวเคยผ่านบทพิสูจน์จากการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายครั้ง

ทั้งนี้ มาตรา 301 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเก็บภาษีเพื่อตอบโต้แนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของต่างชาติ ถือเป็นเครื่องมือที่ปธน.ทรัมป์โปรดปรานและนำมาใช้บ่อยครั้งในการอ้างความชอบธรรมเพื่อขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ในช่วงที่เขาเปิดฉากสงครามการค้ากับรัฐบาลปักกิ่งเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ