จีนกางแผนพัฒนาศก.ปี 2569-2573 กระตุ้นการบริโภค-ลดปล่อยคาร์บอน-งบกลาโหมขยายตัวช้าลง

ข่าวต่างประเทศ Thursday March 5, 2026 11:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ชุดที่ 14 เปิดฉากการประชุมสมัยที่ 4 ในวันนี้ (5 มี.ค.) ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้แถลงรายงานการทำงานของรัฐบาลต่อที่ประชุม โดยมีรายละเอียดดังนี้

- เผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจช่วงปี 2569-2573

รัฐบาลจีนได้เปิดเผยเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569-2573 ในระหว่างการเสนอรายงานการทำงานของรัฐบาลต่อที่ประชุม NPC ในวันนี้ โดยระบุว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนคาดหวังที่จะรักษาการเติบโตของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยอัตราการเติบโตรายปีจะถูกกำหนดตามสถานการณ์จริง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการบรรลุเป้าหมายการเพิ่ม GDP ต่อหัวของปี 2563 ให้เป็นสองเท่าภายในปี 2578 เพื่อผลักดันให้จีนก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีการพัฒนาในระดับปานกลาง

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จีนตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั่วประเทศโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 7% ต่อปี และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย GDP ลง 17% ระหว่างปี 2569-2573 นอกจากนี้ จีนจะเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลหลักให้เป็น 12.5% ของ GDP และเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากรเป็น 80 ปี

- กำหนดเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจปี 2569 ไว้ที่ 4.5%-5%

รายงานการทำงานของรัฐบาลที่ยื่นต่อที่ประชุม NPC ระบุว่า จีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ไว้ที่ 4.5%-5% และจะมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทางปฏิบัติ

เป้าหมายหลักสำหรับการพัฒนาในปีนี้ยังประกอบด้วย อัตราการว่างงานในเขตเมืองที่วัดจากการสำรวจอยู่ที่ราว 5.5%, การสร้างงานใหม่ในเขตเมืองมากกว่า 12 ล้านตำแหน่ง, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 2%, การเติบโตของรายได้ส่วนบุคคลสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ดุลการชำระเงินอยู่ในภาวะสมดุลขั้นพื้นฐาน, ผลผลิตธัญพืชอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย GDP ลงประมาณ 3.8%

- ดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้

จีนจะดำเนินนโยบายการคลังที่เชิงรุกมากขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 โดยจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลขึ้น 2.3 แสนล้านหยวน (ประมาณ 3.329 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากปีที่แล้ว

สำหรับสัดส่วนการขาดดุลต่อ GDP ในปีนี้ถูกกำหนดไว้ที่ประมาณ 4% โดยมีการขาดดุลรวมของรัฐบาลอยู่ที่ 5.89 ล้านล้านหยวน และคาดการณ์ว่ารายจ่ายในงบประมาณสาธารณะทั่วไปจะแตะระดับ 30 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรก ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 1.27 ล้านล้านหยวนจากระดับในปี 2568

- มุ่งเน้นการการลงทุนอย่างมีประสิทธิผล

จีนจะดึงและปลดปล่อยศักยภาพของการลงทุนที่มีประสิทธิผลในปี 2569 โดยจะมีการจัดสรรงบประมาณรัฐบาลกลางรวม 7.55 แสนล้านหยวน (ประมาณ 1.0926 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อการลงทุน และจัดสรรเงินอีก 8 แสนล้านหยวนที่ระดมทุนได้จากพันธบัตรคลังพิเศษระยะยาวพิเศษ (Ultra-long special treasury bonds) เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญ และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงในภาคส่วนหลัก

นอกจากนี้ จีนจะออกตราสารทางการเงินประเภทใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรวมมูลค่า 8 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น

- ส่งเสริมการบริโภคและรายได้ของผู้อยู่อาศัย

จีนจะดำเนินการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมการบริโภค และเดินหน้าแผนเพิ่มรายได้สำหรับผู้อยู่อาศัยทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยจะผลักดันโครงการพิเศษเพื่อเสริมสร้างการบริโภค พร้อมกับออกมาตรการที่ใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพิ่มรายได้จากทรัพย์สิน และปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและประกันสังคมในปี 2569

ทั้งนี้ เม็ดเงินรวม 2.5 แสนล้านหยวนจากการออกพันธบัตรคลังพิเศษระยะยาวพิเศษ จะถูกจัดสรรสำหรับโครงการนำสินค้าเก่ามาแลกสินค้าใหม่ (Trade-in) และจะมีการจัดตั้งกองทุนประสานงานด้านการคลังและการเงินพิเศษมูลค่า 1 แสนล้านหยวน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ

- เปิดกว้างสู่โลกภายนอกมากขึ้น

จีนจะขยายการเข้าถึงตลาดและเปิดกว้างในภาคต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการ โดยในปีนี้จะมีการทดลองการเปิดกว้างในด้านต่าง ๆ มากขึ้น เช่น บริการโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม ชีวเทคโนโลยี และโรงพยาบาลที่ต่างชาติเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ จีนจะดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อขยายการเปิดกว้างในภาคดิจิทัล และลดรายการข้อห้าม (Negative list) ของการค้าภาคบริการข้ามพรมแดน

-บ่มเพาะอุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในปี 2569 จีนจะส่งเสริมอุตสาหกรรมเสาหลักที่เกิดใหม่ เช่น วงจรรวม (IC), การบินและอวกาศ, ชีวการแพทย์ และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) ตลอดจนบ่มเพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานแห่งอนาคต, เทคโนโลยีควอนตัม, ปัญญาประดิษฐ์แบบฝังตัว (Embodied AI), ส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-computer interfaces) และเทคโนโลยี 6G

- เสริมสร้างการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงในสาขาหลัก

จีนจะดำเนินการเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินมาตรการเชิงรุกและเป็นระบบเพื่อคลี่คลายความเสี่ยงด้านหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงดำเนินการเชิงรุกและรอบคอบในการคลี่คลายความเสี่ยงทางการเงิน

- สร้างความก้าวหน้าในเทคโนโลยีหลักและบรรลุการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จีนให้คำมั่นที่จะขับเคลื่อนความก้าวหน้าในนวัตกรรมต้นแบบและความก้าวหน้าในเทคโนโลยีหลักในสาขาสำคัญ และเร่งก้าวไปสู่การพึ่งพาตนเองและความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มากขึ้น

- เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอน

จีนจะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย GDP ลงรวม 17% ในช่วงปี 2569-2573 โดยในปีนี้จะเพิ่มความพยายามอย่างครอบคลุมเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ อีกทั้งจะดำเนินงานอย่างจริงจังและรอบคอบเพื่อมุ่งสู่จุดสูงสุดของการปล่อยคาร์บอน (carbon peaking) และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality)

- สร้างเศรษฐกิจอัจฉริยะรูปแบบใหม่

จีนจะผลักดันและขยายโครงการ "AI Plus" ตลอดจนส่งเสริมการใช้งานเทอร์มินัลอัจฉริยะรุ่นใหม่ และเอไอ เอเจนต์ (AI agents) ให้เร็วขึ้น และสนับสนุนการใช้งาน AI เชิงพาณิชย์ในวงกว้างในสาขาและภาคส่วนสำคัญ

- การขยายตัวของงบประมาณกลาโหมของจีนปี 2569 ชะลอตัวลงแตะ 7%

การขยายตัวของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศของจีนในปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 7% ซึ่งถือเป็นปีที่ 11 ติดต่อกันที่งบประมาณด้านการป้องกันประเทศขยายตัวในอัตราเลขหลักเดียว โดยในปี 2566, 2567 และ 2568 การขยายตัวของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอยู่ในระดับเดียวกันที่ 7.2%

ร่างรายงานงบประมาณปี 2569 ระบุว่า จีนจะจัดสรรงบประมาณราว 1.9 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อการป้องกันประเทศ

ทั้งนี้ รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศของจีนยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สัดส่วนต่อ GDP, รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศต่อหัวของประชากร และรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศต่อบุคลากรทางทหาร


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ