กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ระบุว่า การใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้จะพ้นช่วงเวลายุติการใช้งานภายใน 6 เดือนที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ หากพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นต่อภารกิจด้านความมั่นคงแห่งชาติ
บันทึกภายในของเพนตากอนลงวันที่ 6 มี.ค. และลงนามโดย เคิร์สเตน เดวีส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศของเพนตากอน ระบุว่า การยกเว้นดังกล่าวสามารถอนุมัติได้เฉพาะในกรณีพิเศษ โดยจะพิจารณาเฉพาะกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อภารกิจโดยตรงและเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการด้านความมั่นคงแห่งชาติ ในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม
เอกสารยังระบุว่า หน่วยงานของเพนตากอนที่ต้องการขอรับการยกเว้น จะต้องยื่นแผนการลดความเสี่ยงอย่างครอบคลุมเพื่อขออนุมัติ
เพนตากอนยืนยันว่ามีบันทึกดังกล่าวจริง แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ขณะที่บริษัทแอนโทรปิกก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในทันที
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเปิดช่องให้มีการยกเว้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการบังคับใช้คำสั่งห้ามใช้เทคโนโลยีของแอนโทรปิก
แฟรงคลิน เทอร์เนอร์ ทนายความด้านสัญญารัฐบาลจากบริษัท McCarter & English ระบุว่า ผู้ให้บริการจำนวนมากอาจไม่สามารถรับรองได้ว่าพวกเขาได้กำจัดเทคโนโลยีของบริษัทนี้ออกจากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดแล้ว พร้อมยกตัวอย่างว่า ผู้รับเหมาของรัฐบาลอาจประสบความยากลำบากในการยืนยันว่าซอฟต์แวร์ของตนปราศจากโค้ดโอเพนซอร์สที่มีต้นกำเนิดจากแอนโทรปิก และคาดว่าจะมีคำร้องขอการยกเว้นจำนวนมากในระยะต่อไป
บันทึกดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดข้อพิพาทอย่างดุเดือดนานหลายสัปดาห์เกี่ยวกับมาตรการควบคุมการใช้เทคโนโลยีของแอนโทรปิกในกองทัพ ซึ่งนำไปสู่การที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า แอนโทรปิกเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน และประกาศห้ามเพนตากอนรวมถึงผู้รับเหมาของกระทรวงใช้เทคโนโลยีของบริษัท
ทั้งนี้ แอนโทรปิกได้ยื่นฟ้องเมื่อวันจันทร์ เพื่อขัดขวางไม่ให้เพนตากอนดำเนินการตามคำสั่งห้ามดังกล่าว
บันทึกของเพนตากอนยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับการนำผลิตภัณฑ์ของแอนโทรปิกออกจากระบบที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญ เช่น ระบบอาวุธนิวเคลียร์ และระบบป้องกันขีปนาวุธนำวิถี
นอกจากนี้ บันทึกยังย้ำว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวครอบคลุมถึงผู้รับเหมาด้านกลาโหม โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างของเพนตากอนแจ้งผู้รับเหมาภายใน 30 วัน และผู้รับเหมาจะต้องรับรองการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างครบถ้วนภายในระยะเวลา 180 วัน