บริษัทรายใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป (Toyota Motor Corp.) ได้ตอบรับข้อเรียกร้องการปรับขึ้นค่าจ้างของสหภาพแรงงานอย่างเต็มจำนวน ในการเจรจาค่าจ้างประจำปีในวันนี้ (18 มี.ค.) แม้มีการคาดการณ์ว่าต้นทุนอาจจะเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นก็ตาม
โตโยต้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อพิจารณาจากปริมาณการผลิต ได้ตอบรับข้อเรียกร้องด้านการปรับขึ้นค่าจ้างและโบนัสของสหภาพแรงงานอย่างเต็มจำนวนเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ทั้งนี้ สหภาพแรงงานไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการขอขึ้นค่าจ้างรายเดือน แต่ได้เรียกร้องโบนัสประจำปีเทียบเท่ากับค่าจ้าง 7.3 เดือน ซึ่งลดลงจากสถิติสูงสุดของปีที่แล้วอยู่ 0.3 เดือน
ส่วนบริษัท ฮิตาชิ (Hitachi), เอ็นอีซี คอร์ป (NEC Corp.) และมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์ป (Mitsubishi Electric Corp) ต่างก็ตกลงที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นพื้นฐานรายเดือนที่ 18,000 เยน (113 ดอลลาร์) ตามที่สหภาพแรงงานเรียกร้อง
ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับงานหนักรายใหญ่อย่าง มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี่ (Mitsubishi Heavy Industries) และคาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ (Kawasaki Heavy Industries) ก็ได้ตอบรับข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานในการปรับขึ้นค่าจ้าง 16,000 เยนเช่นกัน ส่วนบริษัทอื่น ๆ รวมถึง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ป (Mazda Motor Corp) และเจแปน แอร์ไลน์ส (Japan Airlines) ได้ตอบรับข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไปก่อนหน้านี้แล้ว
ด้านบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) ซึ่งกำลังเผชิญภาวะยากลำบาก ได้ตกลงที่จะขึ้นค่าจ้างรายเดือน 10,000 เยนตามที่สหภาพแรงงานร้องขอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานในช่วงเวลาที่บริษัทพยายามดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร
อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานในบริษัทขนาดเล็กอาจเผชิญกับความยากลำบากในการเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักจะผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้ยากกว่า และมีแนวโน้มที่จะผลักภาระดังกล่าวได้ยากขึ้นไปอีกท่ามกลางการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและวัตถุดิบอื่น ๆ อันมีสาเหตุมาจากวิกฤตในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ข้อเสนอการปรับขึ้นค่าจ้างของบริษัท นิปปอน สตีล คอร์ป (Nippon Steel Corp.) และโกเบ สตีล (Kobe Steel) ยังคงต่ำกว่าข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นโยบายพื้นฐานในการเจรจาค่าจ้าง หรือ ชุนโต (Shunto) ประจำปี 2569 นั้น สมาพันธ์สหภาพแรงงานญี่ปุ่น (JTUC) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เรนโก" (Rengo) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้ตั้งเป้าหมายการปรับขึ้นค่าจ้างโดยรวมตั้งแต่ 5% ขึ้นไป เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
นอกจากนี้ เรนโกยังได้ตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นเป็นตั้งแต่ 6% ขึ้นไป สำหรับสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีการจ้างงานประมาณ 70% ของกำลังแรงงานโดยรวมในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างด้านรายได้เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่