วิกฤตตอ.กลางดันต้นทุนผลิตถุงมือยางพุ่ง Top Glove จ่อปรับขึ้นราคาขายเกือบเท่าตัว

ข่าวต่างประเทศ Thursday March 19, 2026 13:25 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมโลก ล่าสุดผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ในมาเลเซียเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า หลังต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง

นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการลงทุนเมย์แบงก์ (Maybank IB) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมถุงมือยางของมาเลเซียกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำยางไนไตรล์และน้ำยางธรรมชาติที่ขยับตัวตามราคาน้ำมันและความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้าออกไป

นอกจากนี้ ผู้ผลิตในมาเลเซียยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิต ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง เมื่อเทียบกับผู้ผลิตจากจีนที่ส่วนใหญ่ใช้ถ่านหินเป็นพลังงานหลัก

ด้าน ท้อปโกลฟ คอร์ป (Top Glove Corp Bhd) บริษัทผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกจากมาเลเซีย ประกาศเตรียมปรับขึ้นราคาขายถุงมือยางไนไตรล์ในช่วงสองเดือนข้างหน้า หลังจากราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นจาก 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ท่ามกลางภาวะขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ดร. ลิม วี ไช ประธานกรรมการบริหารท้อปโกลฟ กล่าวว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 7-9 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 ชิ้นในเดือนเมษายน และจะปรับขึ้นในอัตราใกล้เคียงกันอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำยางไนไตรล์ถือเป็นต้นทุนหลักถึง 50% ของการผลิตทั้งหมด

ทั้งนี้ เพื่อให้สายการผลิตยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท้อปโกลฟได้ปรับกลยุทธ์การจัดซื้อจากเดิมที่เป็นรายเดือน มาเป็นการสั่งซื้อที่ถี่ขึ้น เนื่องจากอุปทานในตลาดตึงตัวสูง โดยปัจจุบันบริษัทสำรองน้ำยางไนไตรล์ไว้ใช้งานได้ประมาณ 10-14 วัน เพื่อรองรับกำลังการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ที่สูงถึง 4,600 ล้านชิ้นต่อเดือน

ในด้านการจัดหาวัตถุดิบ กลุ่มบริษัทได้กระจายแหล่งที่มาของยางไนไตรล์เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 40% - 50% จัดซื้อภายในประเทศมาเลเซีย ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งผลิตสำคัญในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และไทย

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาถุงมือไนไตรล์ในครั้งนี้อาจส่งผลให้กลุ่มลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคาเริ่มมองหาทางเลือกอื่น โดยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของท้อปโกลฟในมาเลเซีย ประเมินว่า หากราคาถุงมือไนไตรล์พุ่งสูงเข้าใกล้ระดับ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกค้าบางส่วนอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ถุงมือยางธรรมชาติแทน ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นความต้องการในเซกเมนต์ยางธรรมชาติให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ขณะที่นักวิเคราะห์ยังคงมองว่า แม้ว่าอุตสาหกรรมจะเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ทั้งปัญหาอุปทานล้นตลาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะยาว อุตสาหกรรมนี้จะค่อย ๆ ฟื้นตัวจากการปรับปรุงเทคโนโลยีและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ