ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ประกาศโครงการธุรกิจใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยไฮไลต์สำคัญคือการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวานนี้ (19 มี.ค.)
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า โครงการชุดล่าสุดนี้ถือเป็นความร่วมมือระยะที่ 2 ซึ่งโครงการที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ SMR ในรัฐเทนเนสซีและแอละแบมา โดยบริษัท จีอี เวอร์โนวา (GE Vernova) และฮิตาชิ (Hitachi) ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์
ทั้งสองชาติระบุว่า โครงการนี้จะเป็น "แหล่งพลังงานแห่งอนาคตที่มีเสถียรภาพสูง" ซึ่งจะช่วยตรึงค่าไฟให้ชาวอเมริกัน และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกของทั้งสองประเทศพันธมิตร โดยนอกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แล้ว โครงการธุรกิจที่ประกาศล่าสุดยังรวมถึงแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในรัฐเพนซิลเวเนียและเท็กซัสด้วย
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วน พร้อมทั้งยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อผลักดันความร่วมมือในการพัฒนาและสำรวจทรัพยากรแร่ในทะเลลึก
ทั้งนี้ โครงการความร่วมมือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าทวิภาคีเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งญี่ปุ่นรับปากว่าจะอัดฉีดเม็ดเงินรวม 5.5 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนตรง การปล่อยกู้ และการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อแลกกับการที่ทางการสหรัฐฯ ยอมลดหย่อนกำแพงภาษีนำเข้า
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางเดือนก.พ. ทั้งสองชาติเพิ่งเปิดตัว 3 โครงการแรกไปแล้ว ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซในรัฐโอไฮโอเพื่อป้อนกระแสไฟให้แก่ศูนย์ข้อมูล AI โดยถือเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
แม้ว่านโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทนและท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์จะสร้างความไม่แน่นอน จนนำไปสู่การที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งเบรกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าแบบเหมารวมเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ญี่ปุ่นให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนในข้อตกลงการค้าดังกล่าวต่อไปอย่างเคร่งครัด