สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มบรรเทาลงในขณะนี้ โดยล่าสุด กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ของอิหร่าน เตือนว่าจะพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบผลิตน้ำจืดทั้งหมดของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์คำขู่บนโซเชียลมีเดียในวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะถล่มโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง
ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. นั้น กำลังทำให้ระบบประปาที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ตกอยู่ในความเสี่ยง แม้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียจะขับเคลื่อนด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ประชากรต้องพึ่งพาน้ำจืดจากกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalination) ในการดำรงชีวิต
-- อาลี มูซาวี ผู้แทนอิหร่านประจำองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เปิดเผยว่า เรือขนส่งสินค้าต่าง ๆ ยกเว้นเรือจากกลุ่มประเทศที่เป็น "ศัตรู" สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยต้องมีการประสานงานล่วงหน้ากับทางการอิหร่านเพื่อจัดเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคง
ผู้แทนอิหร่านกล่าวในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 มี.ค.) ว่า การปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการเดินเรือ จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดนและสิทธิอธิปไตยของอิหร่านด้วย โดยอิหร่านพร้อมที่จะร่วมมือกับ IMO และประเทศอื่น ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางทะเลและคุ้มครองบุคลากรประจำเรือ
ทั้งนี้ เขากล่าวว่า "อิหร่านยังคงให้ความสำคัญกับการทูต อย่างไรก็ตาม การยุติการรุกรานอย่างเด็ดขาด รวมถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อกันนั้นมีความสำคัญมากกว่า" พร้อมเสริมว่าการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านคือ "ต้นตอของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้"
-- เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียเชื่อว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 180 ดอลลาร์/บาร์เรล หากการทำสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านยืดเยื้อไปจนถึงปลายเดือนเมษายน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ซาอุฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ซื้อน้ำมันจากเอเชียบางรายได้ซื้อน้ำมันในราคา 125 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว และคาดว่าราคาน้ำมันในระยะใกล้จะแตะระดับ 138-140 ดอลลาร์ หากตลาดยังคงมีความตึงตัว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่าราคาน้ำมันจะแตะระดับ 150 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนเมษายน และหากสงครามลากยาวถึงปลายเดือนเมษายน ก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะ 165-180 ดอลลาร์
-- นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ปรับลดเป้าหมายดัชนี S&P500 ลงจาก 7,500 จุด เหลือ 7,200 จุด เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกดดันตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้โอกาสการปรับตัวขึ้นของดัชนีมีจำกัด และอาจกระทบกำไรบริษัทและเศรษฐกิจโลก
ดัชนี S&P500 ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. ที่ระดับ 6,506.48 จุด ลดลง 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน เป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 1 ปี
นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า สงครามและราคาพลังงานสูงจะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเร่งเงินเฟ้อ จึงแนะนำให้นักลงทุนถือหุ้นต่อแต่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเผื่อตลาดร่วงแรง
-- ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยผู้บริหารอุตสาหกรรมเตือนว่าหากวิกฤตพลังงานยังดำเนินต่อไป ราคาตั๋วอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 9%
สายการบินจีนหลายแห่งได้ปรับขึ้นราคาตั๋วแล้ว รวมถึง China Eastern Airlines, China Southern Airlines และสายการบินเอกชนจีนอีกอย่างน้อยสองแห่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายชื่อสายการบินทั่วโลกที่เพิ่มราคาตั๋วนับตั้งแต่เกิดการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ-อิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ด้านสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลกอาจปรับเพิ่ม 89% หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง
-- อิรักประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ต่อแหล่งน้ำมันที่ดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติ หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกกระทบจนทำให้การส่งออกน้ำมันดิบของประเทศหยุดชะงัก โดยสถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของอิรัก ซึ่งพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก และยังซ้ำเติมภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมันโลกที่เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น