สงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกแล้ว โดยผลสำรวจภาคธุรกิจในวันอังคาร (24 มี.ค.) ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น กำลังกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และผลักดันการคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้น
ผลสำรวจเบื้องต้นจากแบบสอบถามที่ส่งถึงผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น สะท้อนภาพรวมที่ครอบคลุมมากที่สุดในขณะนี้ของผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานเกือบ 4 สัปดาห์ ซึ่งได้ตัดทอนอุปทานพลังงานส่วนสำคัญของโลกออกไปอย่างไม่มีกำหนด
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง กำลังกลายเป็นแรงกดดันสองด้านต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งการเร่งเงินเฟ้อในวงกว้าง และการฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกเริ่มพิจารณาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา ซึ่งเป็นความท้าทายต่อผู้นำประเทศต่าง ๆ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
ในยูโรโซนซึ่งมี 21 ประเทศ การเติบโตของภาคเอกชนแทบหยุดนิ่งในเดือนมี.ค. โดยบริษัทต่าง ๆ ระบุว่า ระยะเวลาการส่งมอบยาวนานขึ้น และคาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
S&P Global ระบุว่า ดัชนี Composite PMI เบื้องต้นของยูโรโซน ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือนที่ 50.5 ในเดือนมี.ค. ต่ำกว่าที่คาด และลดลงจาก 51.9 ในเดือนก.พ. โดยค่าที่สูงกว่า 50 ยังสะท้อนการขยายตัวของภาคเอกชน
ตัวชี้วัดด้านราคาทั้งต้นทุนและราคาขายในภาคการผลิตยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ข้อมูลรายประเทศชี้ว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของฝรั่งเศสลดลงอย่างมาก ส่วนเยอรมนีมีการเติบโตของภาคเอกชนชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
คริส วิลเลียมสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านธุรกิจของ S&P Global Market Intelligence ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะ stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ในสหรัฐฯ ผลสำรวจของ S&P Global สะท้อนภาพคล้ายกัน โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจอ่อนแอลง ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการจ้างงานภาคเอกชนที่ชะลอตัว
ดัชนี Composite PMI Output ของสหรัฐฯ เบื้องต้น ลดลงสู่ 51.4 ในเดือนนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จาก 51.9 ในเดือนก.พ. โดยแรงกดดันหลักมาจากภาคบริการ
เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) อื่น ๆ ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยในอังกฤษ กิจกรรมทางธุรกิจขยายตัวในอัตราช้าที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ต้นทุนภาคการผลิตพุ่งขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2535
ในญี่ปุ่น ดัชนี Composite PMI เบื้องต้น ซึ่งรวมภาคการผลิตและบริการ ลดลงสู่ 52.5 ในเดือนมี.ค. จาก 53.9 ในเดือนก.พ. สะท้อนการเติบโตที่ชะลอลงมากที่สุดในรอบ 3 เดือน
ส่วนนอกกลุ่ม G7 นั้น อินเดียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบราว 90% และก๊าซธรรมชาติเกือบครึ่งหนึ่ง พบว่าการเติบโตของภาคเอกชนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีในเดือนมี.ค. โดยต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2565 และบางส่วนถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค ขณะที่อัตรากำไรของบริษัทถูกกดดัน
แม้จนถึงขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังไม่คาดว่าสงครามจะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยตรง แต่แรงกระแทกจากราคาพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก กำลังเพิ่มความรุนแรง
นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งและทิศทางราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มยืดเยื้อ เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับ จากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน หลังการยิงขีปนาวุธของสหรัฐฯ และอิสราเอล
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของความขัดแย้งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ชี้ว่ามีความเสี่ยงด้านลบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก