ความต้องการใช้น้ำมันของจีนมีแนวโน้มแตะจุดสูงสุดเร็วกว่าที่คาดไว้มาก โดยผู้บริหารฝ่ายวิจัยของ CNOOC บริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของรัฐบาลจีนให้ความเห็นระหว่างการประชุมด้านพลังงานที่สหรัฐฯ ในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกระทบต่ออุปทานพลังงานของเอเชีย
ก่อนหน้านี้ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2593
อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันของจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก อาจทรงตัวเร็วกว่าที่ประเมินไว้ในปี 2573 โดย เจิ้น หวัง ประธานสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและรองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ CNOOC ระบุว่า ความต้องการอาจแตะจุดสูงสุดภายในปีนี้ จากการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ
เจิ้น หวัง กล่าวในงาน CERAWeek โดย S&P Global ที่เมืองฮิวสตันว่า วิกฤตที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านซึ่งผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงของการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวมากเกินไป
แม้จีนมีสัดส่วนถึง 60% ในการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ แต่นโยบายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มแข็งได้เปิดทางเลือกใหม่ในการรับมือกับความผันผวนของอุปทาน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่วิกฤตในอิหร่านอาจเร่งให้แนวโน้มดังกล่าวเกิดเร็วขึ้น
เฉิง เหยา เผิง หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนของ S&P Global Energy ระบุว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลานาน อาจกดดันความต้องการใช้น้ำมันของจีนในปี 2569 โดยเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบตั้งต้น และอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันรวมของจีนแตะจุดสูงสุดเร็วกว่าที่คาดไว้
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำมันของจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เริ่มชะลอตัวลงจากการหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐบาลปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของปีนี้ลงมาอยู่ที่ 4.5%-5%
นอกจากการเร่งใช้รถยนต์ไฟฟ้า จีนยังหันมาใช้รถบรรทุกที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
ในปีที่ผ่านมา จีนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ใหม่ถึง 430 กิกะวัตต์ ส่งผลให้กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนรวมเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,800 กิกะวัตต์ ตามข้อมูลของหน่วยงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนสูงกว่ากำลังการผลิตจากถ่านหิน
ส่วนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับล่าสุดที่เผยแพร่ในเดือนมี.ค. รัฐบาลจีนไม่ได้กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยรวมและข้อจำกัดการใช้ถ่านหิน แต่ได้เน้นย้ำบทบาทของพลังงานสะอาด ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซและการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ