รัฐบาลสิงคโปร์เปิดเผยมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 778 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน
มาตรการที่นำเสนอต่อรัฐสภาสิงคโปร์ในวันนี้ (7 เม.ย.) ประกอบด้วย การเพิ่มสัดส่วนการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เคยประกาศไปเมื่อเดือนก.พ. จากเดิม 40% เป็น 50% ภายใต้เงื่อนไขเพดานที่กำหนด รวมถึงการเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพอีก 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้กับชาวสิงคโปร์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์
กัน กิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในช่วงเช้าวันนี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบในปีนี้ ขณะที่สิงคโปร์ต้องเตรียมรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น พร้อมกับกล่าวว่าบางภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบมากกว่าภาคส่วนอื่น ๆ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดในภาคการผลิตนั้น คือกลุ่มที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และอนุพันธ์ของน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบ
เขากล่าวเสริมว่า โรงกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์ได้ลดกำลังการผลิตลง และมีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางแล้ว
สิงคโปร์ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอย่างมากในการผลิตกระแสไฟฟ้า มีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความผันผวนในตลาดพลังงานโลก โดยภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศว่า รัฐบาลกำลังยกระดับแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งรวมถึงการจัดประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับภาวะวิกฤต เพื่อประเมินความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงทางพลังงาน