โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Sony Pictures Entertainment) ประกาศแผนการปรับลดพนักงานจำนวนหลายร้อยตำแหน่งในแผนกภาพยนตร์ โทรทัศน์ และส่วนงานบริหารองค์กรทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมบันเทิง
ค่ายหนังที่มีพนักงานทั่วโลกราว 12,000 คน ระบุว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อโยกย้ายทรัพยากรไปยังกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ในขณะที่ฮอลลีวูดยังคงเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตโรคระบาด การประท้วงหยุดงานของแรงงาน ไปจนถึงการย้ายฐานการผลิตออกจากรัฐแคลิฟอร์เนีย
ราวี อาฮูจา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุในบันทึกข้อความถึงพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 เม.ย.) ว่า บริษัท "กำลังปรับเปลี่ยนองค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางที่ธุรกิจกำลังดำเนินไป ไม่ใช่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต"
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนการนี้เปิดเผยว่า การปลดพนักงานครั้งนี้เป็นการตั้งเป้าหมายเฉพาะมากกว่าการลดต้นทุนในภาพรวม โดยโซนี่จะหันไปมุ่งเน้นในด้านที่เชื่อว่าจะสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า เช่น กลยุทธ์การบริหารแฟรนไชส์และการต่อยอดแบรนด์, การสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่, การผลิตคอนเทนต์สำหรับแพลตฟอร์มยุคใหม่ รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายในระบบนิเวศขององค์กร ซึ่งครอบคลุมไปถึงการนำวิดีโอเกมมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ นอกจากนี้ โซนี่ยังเล็งเห็นถึงโอกาสในตลาดอนิเมะ ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของบริการสตรีมมิ่งอย่าง Crunchyroll
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การเลิกจ้างครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการลดพนักงานในอุตสาหกรรมบันเทิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อรายได้จากช่องทางดั้งเดิมเริ่มหดตัวและปริมาณการผลิตยังคงไม่แน่นอน โดยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักในช่วงโควิด-19 รวมถึงการประท้วงหยุดงานของนักเขียนและนักแสดงในปี 2566 ที่ทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักนานหลายเดือน จนเป็นเหตุให้สตูดิโอต่าง ๆ ต้องกลับมาทบทวนการใช้จ่ายและเน้นไปที่การสร้างกำไรเป็นหลัก
นอกจากนี้ ปัญหาการย้ายฐานการผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ไปยังรัฐหรือประเทศอื่นที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีกว่า ยังคงเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสตูดิโอและทีมงานฝ่ายผลิตจำนวนมาก เพราะถึงแม้ว่าสำนักงานใหญ่ของโซนี่ในสหรัฐฯ จะยังคงตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส แต่สัดส่วนของการถ่ายทำภาพยนตร์ งานด้านวิชวลเอฟเฟกต์ และส่วนงานอื่น ๆ กำลังโยกย้ายไปยังพื้นที่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งงานในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม โซนี่ยังมีความได้เปรียบที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น เนื่องจากบริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพื่อความบันเทิงทั่วไปในวงกว้าง แต่เลือกที่จะขายภาพยนตร์และซีรีส์ให้กับหลายแพลตฟอร์ม โดยเน้นการทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งและสถานีต่าง ๆ แทน ซึ่งอาฮูจาได้ชี้แจงกับพนักงานว่า โมเดลธุรกิจแบบสตูดิโออิสระนี้ช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการจับคู่ผลงานกับผู้ซื้อที่เหมาะสมที่สุด ในขณะที่การเป็นเจ้าของธุรกิจอนิเมะและการมีความเชื่อมโยงกับ PlayStation รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ในเครือโซนี่ยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างการเติบโตอีกด้วย
กระนั้นก็ตาม การเลิกจ้างพนักงานในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งจ้างงานและอุตสาหกรรมส่งออกหลักของภูมิภาค โดยแรงงานจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ความมั่นคงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในวงการนี้