ประธานเฟดนิวยอร์กเตือนสงครามตอ.กลางสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ข่าวต่างประเทศ Friday April 17, 2026 01:44 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ถ้อยแถลงของนายวิลเลียมส์เป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

นายวิลเลียมส์เตือนว่า สงครามอาจทำให้เกิดผลกระทบครั้งใหญ่ต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นผ่านการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

'สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ข้อมูลยังไม่ชี้ว่ามีปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง แต่เรากำลังเห็นการหยุดชะงักเพิ่มขึ้นในด้านพลังงานและสินค้าที่เกี่ยวข้อง'

นายวิลเลียมส์ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปของค่าโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้น รวมทั้งการดีดตัวขึ้นของราคาอาหาร ปุ๋ย และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายวิลเลียมส์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีนี้ โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.75%-3% จากเดิม 2.75% เมื่อวันที่ 30 มีนาคม

อย่างไรก็ดี แม้เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่เขาคาดว่าจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดในปีหน้า เมื่อผลกระทบจากราคาพลังงานและภาษีศุลกากรเริ่มบรรเทาลง

นายวิลเลียมส์ยังกล่าวว่า เขายังไม่เห็นสัญญาณของผลกระทบลูกโซ่รอบที่สองจากภาษีศุลกากรที่จะลุกลามไปยังเศรษฐกิจโดยรวม และคาดว่าในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า ผลกระทบของภาษีต่อเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ลดลง

เขากล่าวว่า เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน จะสะท้อนแนวโน้มราคาที่แท้จริงในระยะยาวได้ดีกว่า โดยภาษีศุลกากรได้ผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ทั้งที่โดยปกติแล้ว ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลงตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

นายวิลเลียมส์ประเมินว่า ภาษีศุลกากรมีส่วนเพิ่มเงินเฟ้อราว 0.5-0.75% ในเดือนกุมภาพันธ์

นอกจากนี้ เขาระบุว่า หากปัญหาการขาดแคลนพลังงานสามารถคลี่คลายได้ในเวลาอันสมควร ราคาพลังงานก็น่าจะปรับลดลง และผลกระทบดังกล่าวจะคลี่คลายลงในช่วงปลายปีนี้

นายวิลเลียมส์แสดงความมั่นใจว่า ความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะกลางและยาวยังคงทรงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพด้านราคา พร้อมย้ำว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการจ้างงานเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพด้านราคา


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ