ผู้นำธุรกิจของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (EU) เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานสินค้าสำคัญ เช่น แร่หายากและเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ภายหลังการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายยังเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการค้าเสรี และป้องกันไม่ให้มีการกำหนดอุปสรรคด้านการส่งออกต่อเทคโนโลยีและวัตถุดิบ
แถลงการณ์ภายหลังการประชุมระบุว่า ญี่ปุ่นและ EU ควรยกระดับความร่วมมือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเสริมว่า การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนในด้านการค้าโลก ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายรับมือความท้าทายจากการกีดกันทางการค้า ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ โดยยังคงยึดมั่นในระบบพหุภาคีและค่านิยมร่วมกัน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การประชุมโต๊ะกลมธุรกิจญี่ปุ่น-EU ซึ่งมีผู้นำธุรกิจเกือบ 100 รายเข้าร่วม มีขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน นโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความเข้มข้น
ผู้นำธุรกิจชี้ว่า ญี่ปุ่นและ EU เป็นทั้งผู้สนับสนุนและผู้ได้รับประโยชน์จากระเบียบการค้าที่เปิดกว้างและเป็นธรรม พร้อมเห็นว่าควรผลักดันระบบพหุภาคีที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเปิดกว้างทางการค้ากับประเทศที่มีแนวคิดร่วมกัน
แม้ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกัน แต่จีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกแร่สำคัญและชิปรายใหญ่ ยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นและ EU ควร "ประเมิน ขยาย และใช้ประโยชน์" จากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี เพื่อรับมืออุปสรรคด้านการส่งออกจากประเทศอื่น โดยจัดทำรายชื่อเทคโนโลยีสำคัญที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันตอบโต้ หากประเทศอื่นใช้สินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ