ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลงกว่า 100 จุดในช่วงเช้าวันนี้ (27 เม.ย.) ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นเกือบ 2% หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงชะงักงัน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อยาวนานและส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ณ เวลา 06.38 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ปรับตัวลง 121 จุด หรือ -0.24% แตะที่ระดับ 49,271 จุด
ส่วนราคาน้ำมัน WTI ส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์ หรือ +1.84% แตะที่ระดับ 96.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดของสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ สองทูตพิเศษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.) ส่งผลให้ความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางรื้อฟื้นสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง โดยการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสร็จสิ้นการหารือกับผู้นำปากีสถานและออกเดินทางต่อไปยังโอมาน
ด้านเอสมาอีล บาคาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการวางแผนการประชุมใด ๆ ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
-- บรรดาผู้นำทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้แสดงความห่วงใยต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หลังจากชายคนหนึ่งพร้อมอาวุธปืนได้บุกเข้าไปยังงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ณ โรงแรมฮิลตัน กรุงวอชิงตัน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.) และใช้ปืนลูกซองยิงใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่ชายผู้นี้จะถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมา
เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ก่อเหตุคือ โคล อัลเลน วัย 31 ปี จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเจ้าหน้าที่ FBI เปิดเผยว่า มือปืนรายนี้เล็งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีรายหนึ่ง ซึ่งต่อมาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ปธน.ทรัมป์ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เจ้าหน้าที่นายดังกล่าวปลอดภัยดีและอาการไม่น่าห่วง เนื่องจากสวมเสื้อเกราะกันกระสุนไว้จึงช่วยชีวิตไว้ได้
เหตุการณ์ในขณะนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่สิ้นเสียงปืน ผู้ร่วมงานต่างหยุดชะงักและเริ่มกรีดร้องตะโกนว่า "หมอบลง! หมอบลง!" ทำให้แขกจำนวนมากจากทั้งหมด 2,600 คน พากันหลบหาที่กำบังด้วยความตกใจ ขณะที่พนักงานเสิร์ฟต่างวิ่งหนีออกไปยังด้านหน้าของห้องโถงจัดเลี้ยง
-- กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.2 แมกนิจูด ที่จังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่น เมื่อเวลา 05.24 น.ตามเวลาท้องถิ่นในวันนี้ (27 เม.ย.) โดยแผ่นดินไหวมีความลึกประมาณ 85 กิโลเมตร
อย่างไรก็ดี ไม่มีการประกาศเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ นอกจากนี้ บริษัท ฮอกไกโด อิเล็กทริก พาวเวอร์ (Hokkaido Electric Power) ระบุว่า ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โทมาริ
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก JMA ได้ออกประกาศคำแนะนำให้เฝ้าระวัง โดยเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูดที่จังหวัดอาโอโมริเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยฮอกไกโดเป็น 1 ใน 7 พื้นที่ที่มีการประกาศให้เฝ้าระวัง
-- ญี่ปุ่นรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ลำแรกเมื่อวานนี้ (26 เม.ย.) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางหลังการปะทุของสงครามอิหร่านเมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถใช้งานได้ในทางปฏิบัติ
บริษัท คอสโม เอนเนอร์จี โฮลดิงส์ (Cosmo Energy Holdings Co.) ผู้จัดหาน้ำมันดิบรายนี้ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันได้เข้าเทียบท่าที่อ่าวโตเกียว โดยบรรทุกน้ำมันมาจำนวน 145,000 กิโลลิตร ซึ่งคิดเป็นปริมาณการใช้พลังงานภายในประเทศประมาณครึ่งวัน
ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายอิหร่านกับฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลกถูกตัดขาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อญี่ปุ่นที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% และส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว
-- ทางการญี่ปุ่นระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1,400 นาย และกองกำลังป้องกันตนเองอีก 100 นาย เร่งสกัดไฟป่าบนภูเขาทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งลุกลามต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 และกำลังคุกคามเมืองชายฝั่งโอตสึจิ
ข้อมูลล่าสุดในวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) ระบุว่า พื้นที่ป่าถูกไฟเผาไหม้รวม 1,373 เฮกตาร์ (ราว 8,581 ไร่) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 7% โดยไฟป่าได้ลุกลามเข้าใกล้เขตที่อยู่อาศัยในเมืองโอตสึจิ ริมชายฝั่งแปซิฟิก ซึ่งเป็นเมืองที่เคยบอบช้ำอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือนมี.ค. 2554 จนสูญเสียประชากรไปเกือบ 1 ใน 10 ของเมือง
ขณะนี้ ทางการได้ประกาศให้อพยพประชาชน 3,233 คน จาก 1,541 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดในเมืองโอตสึจิ
โคโซ ฮิราโนะ นายกเทศมนตรีเมืองโอตสึจิ เผยในการแถลงข่าวว่า แม้กองกำลังป้องกันตนเองจะระดมเฮลิคอปเตอร์ฉีดน้ำทางอากาศเพื่อดับไฟ แต่สภาพอากาศที่แห้งแล้งและกระแสลมแรงกลับส่งผลให้ไฟลุกลามกว้างขึ้น
-- จีนได้ยื่นแผนการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรราว 200,000 ดวง ตามข้อมูลจากหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูแลด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นความพยายามในการแข่งขันกับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทด้านอวกาศจากสหรัฐฯ
การยื่นคำขอของกรุงปักกิ่งต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union - ITU) ซึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่วิทยุและวงโคจรดาวเทียม บ่งชี้ว่าจีนมีเป้าหมายพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองในลักษณะเดียวกับสตาร์ลิงก์
ระบบของสตาร์ลิงก์ที่นำโดย อีลอน มัสก์ เชื่อมต่อดาวเทียมวงโคจรต่ำเข้ากับอุปกรณ์รับสัญญาณแบบพกพาของผู้ใช้ และสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงกว่าบริการดาวเทียมรูปแบบอื่น โดยระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้โดยยูเครนในการต่อสู้เพื่อต้านทานการรุกรานของรัสเซีย
-- จีนเพิ่มมาตรการคุมเข้มบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการรับเงินทุนจากสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากภาครัฐก่อนจึงจะสามารถรับเงินลงทุนได้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อกรณีที่เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms) เข้าซื้อกิจการ แมนัส (Manus) ของจีน ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก
สื่อรายงานว่า เป้าหมายสำคัญของข้อจำกัดใหม่นี้ คือการป้องกันไม่ให้นักลงทุนจากสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากดีลเข้าซื้อกิจการ Manus มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งกระตุ้นให้รัฐบาลจีนเริ่มตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออกเทคโนโลยีที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย หลังมีการประกาศข้อตกลงดังกล่าวในเดือนธ.ค.
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานของจีนหลายแห่ง รวมถึงคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission - NDRC) ได้แจ้งบริษัทเอกชนหลายแห่งให้ปฏิเสธเงินทุนที่มีแหล่งที่มาจากสหรัฐฯ ในการระดมทุนรอบต่าง ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติอย่างชัดเจนจากรัฐบาล
-- ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ดิ่งลงสู่ระดับ 49.8 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 53.3 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น รวมทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.7% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนมี.ค.ที่ระดับ 3.8%