อินเดียซึ่งเป็นประเทศปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและสหรัฐฯ กำลังเพิ่มการใช้ถ่านหิน หลังอุปทานพลังงานได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และคลื่นความร้อนทั่วประเทศที่หนุนความต้องการพลังงาน
ปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้ากว่า 70% ของอินเดียมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้
แม้ว่าอินเดียประกาศในเดือนก.พ. ว่า มากกว่า 52% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมมาจากพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และพลังงานลม แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 43% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ
ข้อมูลจาก S&P Global Energy ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในเดือนเม.ย. อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 164.9 กิกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจาก 160.7 กิกะวัตต์ในปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.6 กิกะวัตต์ หรือ 3.5% เมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.
ในอีกด้านหนึ่ง กำลังการผลิตไฟฟ้าราว 4% ของอินเดียมาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิง โดยประมาณ 60% ของก๊าซดังกล่าวต้องนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงถูกปิดกั้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา