การนำเข้าพลังงานของจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวลดลงอย่างมากในเดือนเม.ย. โดยข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรจีนระบุว่า ยอดนำเข้าน้ำมันดิบลดลง 20% เมื่อเทียบรายปี แตะ 38.47 ล้านตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2565 ขณะที่ยอดนำเข้าก๊าซลดลง 13% แตะ 8.42 ล้านตัน หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งจัดหาน้ำมันดิบราวครึ่งหนึ่งของจีน และคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั้งนี้ แม้ข้อมูลศุลกากรจีนยังไม่แยกสัดส่วนก๊าซที่ขนส่งทางเรือกับท่อส่ง แต่ข้อมูลเคปเลอร์ (Kpler) ซึ่งเป็นบริษัทติดตามข้อมูลการขนส่ง ระบุว่า การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เดือนเม.ย. ของจีนจะลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี
รายงานระบุว่า ความกังวลต่อภาวะขาดแคลนน้ำมันในจีน ทำให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการสำรองน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพื่อใช้ภายในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือนเม.ย.ร่วงลง 38% เหลือ 3.12 ล้านตัน ต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี
ขณะเดียวกัน ปัญหาการจัดหาก๊าซได้กระตุ้นความต้องการเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างถ่านหิน แต่การนำเข้าถ่านหินของจีนกลับลดลง 13% เหลือ 33.08 ล้านตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีก่อน เนื่องจากจีนหันมาพึ่งพาการผลิตภายในประเทศมากขึ้นแทนการนำเข้า
ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียมของจีนเพิ่มขึ้น 15% สู่ระดับ 598,000 ตัน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2567 สะท้อนบทบาทของจีนในฐานะผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ของโลกที่ยังสามารถชดเชยอุปทานบางส่วนจากอ่าวเปอร์เซียได้
อย่างไรก็ตาม การส่งออกเหล็กของจีนลดลงราว 9% เหลือ 9.5 ล้านตัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตะวันออกกลางกลายเป็นตลาดสำคัญของผู้ผลิตเหล็กจีนในช่วงที่ผ่านมา