รัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันและควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน
สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังอินเดียได้หารือกับธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เกี่ยวกับมาตรการหลายอย่างที่อาจนำมาใช้เพื่อจำกัดความเสียหายจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยหนึ่งในข้อเสนอที่มีการหารือกันคือการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินเหล่านี้
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคถือเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็น และอาจมีการดำเนินมาตรการเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ โดยเจ้าหน้าที่มีความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้าเพื่อรักษาเงินตราต่างประเทศเอาไว้
อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก ทั้งนี้ การไหลออกของเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าพลังงานที่สูงขึ้นนั้น ได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และบีบให้ RBI ต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกในปีนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้เรียกร้องให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะและทำงานจากที่บ้านเพื่อประหยัดน้ำมันเบนซินและดีเซล พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนหยุดซื้อทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่อินเดียนำเข้ามากที่สุด และขอให้จำกัดการเดินทางไปต่างประเทศ
แหล่งข่าวระบุว่า คำร้องขอของนายกรัฐมนตรีโมดีถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขาดแคลนในอนาคต ขณะที่การรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และหากประชาชนไม่ให้ความร่วมมืออย่างมีความรับผิดชอบ ทางการอินเดียอาจจำกัดการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่จำเป็นเป็นการชั่วคราว